เมื่อ “ศิลปะ” คือเครื่องมือพัฒนาบ้านเกิดของ : พี่เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล

02 กันยายน 2569
เมื่อ “ศิลปะ” คือเครื่องมือพัฒนาบ้านเกิดของ : พี่เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล

หากลองหลับตาแล้วนึกถึงเมืองเก่าสงขลา ภาพแรกที่ผุดขึ้นมาในใจของหลายคนคงเป็นตึกรามบ้านช่องสุดคลาสสิก วิถีชีวิตที่เนิบช้า และรอยยิ้มที่เป็นมิตรของผู้คน แต่ท่ามกลางความสงบงาม ที่ดูเหมือนกาลเวลาจะหยุดนิ่ง กลับมีฟันเฟืองเล็ก ๆ ที่ค่อย ๆ ขับเคลื่อนเมืองนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ”

การเดินทางครั้งนี้ เราขอพาทุกคนหลีกหนีความวุ่นวาย มาทอดน่องสัมผัสเสน่ห์ดั้งเดิมที่รอคอยให้ใครสักคนเข้ามาปัดฝุ่นและเล่าเรื่องราวเหล่านี้ใหม่ หากจะนิยามความเป็นเมืองนี้ คงไม่ใช่แค่เรื่องราวของเมืองสองทะเล หรือเมืองท่าของภาคใต้เพียงอย่างเดียว แต่ที่นี่ยังมีร่องรอยประวัติศาสตร์กว่า 300 ปี ตั้งแต่ยุคที่เรือสำเภายังแล่นเข้ามา และเรียกขานแผ่นดินนี้ว่า "ซิงกอร่า" (Singora)

โดยเฉพาะบน "ถนนนางงาม" ย่านเมืองเก่าที่เป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิต หลอมรวมผู้คน วิถีชุมชน และสถาปัตยกรรมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างละมุนละไม และนั่นคือหมุดหมายสำคัญที่เราตั้งใจเดินทางมาในวันนี้ เพื่อร่วมพูดคุยกับบุคคลที่เป็นดั่งฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาเมืองเก่าสงขลา ชายผู้มองเห็นคุณค่าของอดีต และตัดสินใจใช้ศิลปะเป็นสะพานเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกันมานานกว่าทศวรรษ... เขาคือ พี่เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล ผู้ก่อตั้ง a.e.y.space

จากกลิ่นอายทะเล สู่การเดินทางเพื่อค้นหาตัวตน

พี่เอ๋เป็นชาวสงขลาโดยกำเนิด เติบโตมาในครอบครัวที่ทำกิจการแพปลา และส่งออกอาหารทะเล วิถีชีวิตริมท่าเรือและกลิ่นอายของท้องทะเลคือภาพจำในวัยเด็ก แต่เมื่อถึงวัยแห่งการเติบโต จังหวะชีวิตก็ผลักดันให้เขาก้าวออกจากร่มเงาความคุ้นเคย พี่เอ๋เดินทางไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร และข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลถึงมหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในโลกใบใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

นิวยอร์ก เมืองใหญ่ที่ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งศิลปะ

การใช้ชีวิตในมหานครระดับโลกอย่างนิวยอร์ก เปรียบเสมือนการเปิดประตูบานใหม่ ท่ามกลางป่าคอนกรีตที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าและผู้คนที่เดินขวักไขว่แข่งกับเวลา พี่เอ๋กลับค้นพบมุมสงบที่เปรียบเสมือน "พื้นที่หยุดพักใจ" และตกหลุมรักกับแกลเลอรีเล็ก ๆ ที่มักซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบเชียบในย่านตึกเก่า

ศิลปะในเมืองนอกไม่ได้ถูกจำกัดอาณาเขตให้อยู่แค่ในกรอบรูปบนหอศิลป์หรูหราที่เข้าถึงยาก ทว่ากลับแทรกซึมอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน เป็นเหมือนลมหายใจของผู้คน หลอมรวมเข้ากับสถาปัตยกรรมดั้งเดิมได้อย่างกลมกลืน ทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวของย่านนั้น เป็นกระบอกเสียงของชุมชน และเชื่อมโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน ในห้วงเวลานั้นเอง ภาพของ "ถนนนางงาม" ในเมืองสงขลาก็ซ้อนทับขึ้นมา พร้อมคำถามที่ว่า... หากตึกเก่าในนิวยอร์กสามารถมีชีวิตชีวาและกักเก็บจิตวิญญาณของเมืองไว้ได้งดงามขนาดนี้ ทำไมช็อปเฮาส์ อายุนับร้อยปีที่บ้านเกิดของเขาจะทำบ้างไม่ได้? เมล็ดพันธุ์แห่งความฝันจึงถูกเพาะลงในใจ รอวันกลับไปรดน้ำพรวนดินที่บ้านเกิด

ความโชคดีของเมืองเล็ก การกลับบ้านที่ไม่ได้เริ่มจากศูนย์

ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป เสียงเรียกจากบ้านเกิดก็พัดพาเขากลับมา

“20 ปีที่แล้วพอกลับมาสงขลา รู้สึกเลยว่าเมืองยังเงียบเหมือนเดิมตอนเราเป็นเด็กเลย” พี่เอ๋เล่าถึงความรู้สึกแรก ด้วยความที่เห็นเมืองมาตั้งแต่ยุคเฟื่องฟูจนถึงจุดที่ซบเซา บ้านเรือนหลายหลังถูกทิ้งร้าง ประกอบกับอาชีพประมงดั้งเดิมเริ่มลดบทบาทลง แทนที่จะมองเป็นความร่วงโรย เขากลับตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะสามารถทำอะไรเพื่อพลิกฟื้นและมอบพลังให้บ้านเกิดได้บ้าง

"โชคดีที่เราเกิดในเมืองเล็กครับ" ประโยคสั้น ๆ แต่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึก การกลับมาสู่เมืองเก่าอย่างสงขลา ทำให้พี่เอ๋ค้นพบความสุขของเมืองที่ทุกอย่างเชื่อมถึงกันหมด จากบ้านเดินไปทะเลใช้เวลาเพียงสามนาที ทำให้มีเวลาเหลือเฟือที่จะทอดน่องสังเกตรายละเอียดของเมือง การกลับมาพัฒนาบ้านเกิดจึงไม่ใช่การเหน็ดเหนื่อยเพื่อนับหนึ่งใหม่ แต่มันคือความโชคดีที่เรามีรากฐานและเครือข่ายที่พร้อมจะเชื่อมโยงกัน บวกกับความรักของครอบครัวที่เปิดกว้าง เพียงแค่เห็นลูกกลับมาอยู่บ้าน พวกท่านก็มีความสุขแล้ว

โอบความร่วมสมัย ผสาน “รากเหง้า” เข้ากับอดีต

เมื่อ 14 ปีที่แล้ว พี่เอ๋ตัดสินใจนำช็อปเฮาส์เก่าแก่อายุนับร้อยปี 2 หลังมาดัดแปลงเป็น a.e.y.space พื้นที่ทางศิลปะที่แทรกตัวอยู่ในย่านเมืองเก่า ด้วยความเชื่อลึก ๆ ว่า เมืองเก่าที่มีเสน่ห์ควรจะมีพื้นที่ศิลปะซ่อนตัวอยู่ เพื่อเล่าเรื่องราวของเมืองในมิติใหม่ ๆ

เมื่อถามถึงวิธีสร้างสมดุลระหว่างวิถีดั้งเดิมกับการพัฒนาสิ่งใหม่ พี่เอ๋ให้ความสำคัญกับคำว่า “ราก” เป็นอันดับแรก

"เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เรามีรากเหง้าที่บรรพบุรุษสร้างไว้ให้อยู่ที่ระดับ 3 หรือ 4 แล้ว หน้าที่ของคนรุ่นใหม่คือการหาทางสานต่อให้ไปถึง 10 ไม่ว่าจะด้วยการรักษามันไว้ หรือนำมาปรับปรุงเพื่อเพิ่มมูลค่า"

นอกจากนี้ a.e.y.space ยังให้ความสำคัญกับ “การบันทึก” เพราะภาพถ่ายหนึ่งใบเปรียบเสมือนไทม์แมชชีน การนำภาพถ่ายเก่าของคนในชุมชนมาจัดแสดง ไม่เพียงแต่รักษาร่องรอยทางประวัติศาสตร์ แต่ยังช่วยให้คนรุ่นหลังเข้าใจรากเหง้าของตนเอง เพื่อเป็นเข็มทิศในการก้าวเดินสู่อนาคต

ก้าวข้ามความท้าทาย ศิลปะที่ไม่ใช่ “ของแปลก” แต่คือชุมชน

การนำศิลปะร่วมสมัยเข้ามาตั้งกลางย่านเมืองเก่าที่เต็มไปด้วยผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่าย ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในวันนั้นคือการทำอย่างไรไม่ให้ Art Space กลายเป็น “ของแปลก” สำหรับคนในพื้นที่

“สิ่งที่เรากลัวที่สุดคือกลัวชาวบ้านไม่เข้าใจ” พี่เอ๋ยิ้มเมื่อนึกถึงวันแรก ๆ “เราเลยใช้วิธีเดินไปจูงมือคุณตาคุณยาย อากงอาม่าแถวนั้นให้มาร่วมงานเปิดนิทรรศการเลย พาเขามาดูว่าเรากำลังทำสิ่งนี้นะ”

นิทรรศการครั้งแรก ๆ อย่างการนำภาพถ่ายเก่าของชุมชนมาจัดแสดง กลายเป็นกุญแจไขประตูใจของผู้คน จนถึงวันที่คุณตาคุณยายเปลี่ยนสถานะมาเป็น "เจ้าบ้าน" เดินไปจูงมือคนอื่นให้เข้ามาชมงานศิลปะด้วยตัวเอง นั่นคือวินาทีที่พิสูจน์เจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ และทำให้ a.e.y.space หลอมรวมกลายเป็นส่วนหนึ่งของย่านเมืองเก่าอย่างแท้จริง

สร้างเมืองเก่า สู่โพรเจกต์ระดับประเทศ

a.e.y.space ไม่ได้เป็นเพียงอาคารจัดแสดงงานศิลปะ แต่การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ที่ทรงพลังนี้ ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หน่วยงานอย่าง CEA (TCDC) เข้ามาสนับสนุน เกิดเป็นโพรเจกต์ระดับเมืองมากมาย เช่น นิทรรศการ Portrait of Songkhla (2021) ที่บันทึกเรื่องราวของ 76 ครอบครัวทั่วเมือง, เทศกาล Singora Art Face รวมไปถึงโพรเจกต์ นครโอเค ซิงกอร่าเหนือกาลเวลา 2” ภายในงาน Singorama Art Fest ณ ท่าน้ำนพรัมภา 35 ย่านเมืองเก่า จ. สงขลา ร่วมกับศิลปิน นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล ที่บันทึกใบหน้าผู้คนเกือบ 200 ชีวิตในย่านเมืองเก่า ซึ่งภาพวาดในวันนี้เต็มไปด้วยใบหน้าของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาต่อยอดธุรกิจ และการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน ปักษ์ใต้ดีไซน์วีค (Pakk Taii Design Week) สะท้อนให้เห็นเมืองที่ไม่ได้มีแค่คนเฒ่าคนแก่ แต่เป็นเมืองที่มีศิลปะของการส่งต่อ

"คนรุ่นกลาง" ผู้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างวัย

พี่เอ๋ยังภาคภูมิใจกับบทบาทการเป็น "คนรุ่นกลาง" ที่เปรียบเสมือนกาวใจเชื่อมระหว่างคนรุ่นเก่าผู้เป็นเจ้าของเรื่องราว และคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ผู้เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ พี่เอ๋อาสาทำหน้าที่เสมือน “ล่าม” ที่คอยแปลภาษาศิลปะให้ผู้ใหญ่เข้าใจ ในขณะเดียวกันก็แปลความหมายของรากเหง้าให้วัยรุ่นเห็นคุณค่า พร้อมกับเป็นกำแพงพิงหลัง เปิดพื้นที่ให้เด็กยุคใหม่ได้ก้าวขึ้นมาทดลองขับเคลื่อนเมืองต่อด้วยสองมือของพวกเขาเอง ทำให้คนสองวัยได้หันมายิ้ม และจับมือเดินไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน

อนาคตที่ยั่งยืน และแรงบันดาลใจถึงคนกลับบ้าน

เมื่อถามถึงภาพฝันของเมืองเก่าสงขลาในอีก 5-10 ปีข้างหน้า พี่เอ๋อยากเห็น "ความยั่งยืนที่สมดุล"

"การท่องเที่ยวต้องยืนอยู่บนพื้นฐาน “ความสุขของผู้อยู่อาศัย” เป็นหลัก เพราะเมื่อเมืองน่าอยู่และคนในบ้านมีความสุข พวกเขาก็จะเป็นเจ้าบ้านที่พร้อมต้อนรับแขก และรักษาเอกลักษณ์ของท้องถิ่นไว้ได้อย่างภาคภูมิใจ"

เรื่องราวของพี่เอ๋ สนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาพัฒนาบ้านเกิดของตัวเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาทำให้ เพราะทุก ๆ ก้าวเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นด้วยความตั้งใจ จะนำไปสู่โอกาสที่ยิ่งใหญ่ขึ้นเสมอ วันนี้ พี่เอ๋-ปกรณ์ รุจิระวิไล ยังคงเดินทักทายผู้คนบนถนนนางงามด้วยรอยยิ้ม ร่องรอยของอดีตกำลังถูกเล่าขานใหม่ผ่านงานศิลปะ และหัวใจของซิงกอร่าก็กำลังเต้นเป็นจังหวะที่เปี่ยมไปด้วยพลัง... พลังที่พร้อมจะมอบแรงบันดาลใจ และยืนหยัดเคียงข้างชุมชนต่อไปอย่างยั่งยืน

แล้วคุณล่ะ... ถ้าวันหนึ่งได้กลับไปทำอะไรสักอย่างที่บ้านเกิด สิ่งแรกที่คุณอยากทำให้ชุมชนคืออะไร? มาร่วมแชร์เรื่องราวและแรงบันดาลใจของคุณไปพร้อมกับเราได้ที่คอมเมนต์ด้านล่างนี้เลย!