เพราะทุกก้าวคือชีวิตใหม่ เบื้องหลังภารกิจต่อก้าว เติมฝัน ของมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

24 สิงหาคม 2569
เพราะทุกก้าวคือชีวิตใหม่ เบื้องหลังภารกิจต่อก้าว เติมฝัน ของมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

เสียงของเครื่องดูดสุญญากาศ ผสานกับเสียงเคาะเบ้าหล่อเป็นจังหวะ กลิ่นจาง ๆ ของพลาสติกที่ผ่านความร้อนลอยอวลอยู่อย่างเงียบเชียบ... หากหลับตาฟัง ที่นี่อาจดูเหมือนโรงงานอุตสาหกรรมขนาดย่อม แต่เมื่อลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าคือหอประชุมของ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็น "โรงงานแห่งความหวังเคลื่อนที่"

รอบบริเวณเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายช่วงวัยกว่า 120 ชีวิต ทั้งประชาชนทั่วไปและทหารผ่านศึก พวกเขาเดินทางมาจากหลายพื้นที่ ด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันคือการมารับบริการจาก หน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 178 ของมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่เปิดให้บริการแบบเบ็ดเสร็จและฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

พระราชดำรัสที่เป็นจุดเริ่มต้น

ท่ามกลางความคึกคักและรอยยิ้มของผู้คนที่มารอคอย นายแพทย์วิรัช พันธ์พานิช รองเลขาธิการ มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เล่าย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นอันงดงาม ที่ก่อตัวขึ้นจากพระเมตตาของสมเด็จย่า ในยุคสมัยที่ขาเทียมยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาแพงลิบลิ่ว

"สมเด็จย่าทรงเห็นความยากลำบากของราษฎร ทรงมีพระราชดำรัสที่กลายมาเป็นหัวใจของมูลนิธิฯ ว่า “อย่าไปเอาเงินที่เขา มาเอาเงินที่ฉัน” เพื่อให้ผู้ยากไร้ได้เข้าถึงขาเทียมฟรี และต่อมาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงรับเป็นองค์ประธาน เพื่อขยายการดูแลผู้ป่วยให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น" นายแพทย์วิรัช กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ปัจจุบัน แม้สำนักงานใหญ่จะตั้งอยู่ที่เชียงใหม่ และมีโรงงานเครือข่ายกว่า 90 แห่งในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ แต่การออกหน่วยเคลื่อนที่ปีละ 5 ครั้ง ก็ยังเป็นภารกิจที่เปี่ยมด้วยความหมาย เพื่อทลายกำแพงระยะทาง ให้ผู้พิการในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม

จาก "ผู้สูญเสีย" สู่ "ผู้สร้าง"

เมื่อเดินลึกเข้าไปในโซนปฏิบัติการ เราได้พบกับ อาจารย์ประกอบ แก้วมา หรือ "อาจารย์ประกอบ" ช่างเทคนิคกายอุปกรณ์จากเชียงใหม่ ผู้มีประสบการณ์เกือบ 20 ปี ชายผู้กำลังใช้เครื่องมือช่างและสองมือที่หยาบกร้าน ตั้งแนวดิ่งแกนขาเทียมอย่างทะนุถนอมให้สมดุลที่สุด... ก่อนที่เราจะสังเกตเห็นว่า ตัวอาจารย์เองก็ยืนทำงานอยู่บนขาเทียมเช่นกัน

"เพราะผมเคยเป็นผู้รับมาก่อน ผมถึงเข้าใจความลำบากของคนไข้ที่สุด" อาจารย์ประกอบเล่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

นวัตกรรมการทำขาเทียมในปัจจุบันก้าวล้ำไปมาก อาจารย์ประกอบอธิบายว่า มูลนิธิฯ ได้เปลี่ยนมาใช้ ระบบหล่อแบบสุญญากาศ ที่ใช้เม็ดโฟมหรือถุงทรายร่วมกับเครื่องดูด ซึ่งทั้งแม่นยำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพราะนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ได้

ในฐานะผู้ที่เข้าใจแผลแห่งการสูญเสีย อาจารย์ประกอบไม่ได้แค่ทำขาเทียม แต่ยังคอยให้กำลังใจและแบ่งปันประสบการณ์แก่ผู้พิการด้วยกัน

เคยมีคนไข้ที่ท้อแท้จนไม่อยากมีชีวิตอยู่ ผมเปิดขาเทียมของตัวเองให้เขาดู แล้วบอกเขาว่า "ดูสิ ผมยังยืนอยู่ตรงนี้ ยังทำงานช่วยเหลือคนอื่นได้เลย คุณก็ต้องสู้เหมือนกันนะ"

นั่นคือเหตุผลที่อาจารย์ประกอบและทีมช่างยินดีทำงานล่วงเวลา อดหลับอดนอนเพื่อให้ขาเทียมเสร็จทันภายในวันเดียว เพียงเพราะไม่อยากให้คนไข้ที่เดินทางมาจากต่างอำเภอไกล ๆ ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการค้างคืน

จากสมรภูมิสู่สวนเกษตรพอเพียง ชีวิตใหม่บนขาเทียมของ “บังวรพงค์”

ที่ลานทดสอบการเดิน ซึ่งรายล้อมด้วยกลุ่มช่างเทคนิคกายภาพบำบัด เราได้พบกับชายวัย 73 ปี ในบุคลิกที่ดูทะมัดทะแมงและแข็งแรงราวกับคนวัย 50 กำลังก้าวเดินอย่างมั่นคง ชายผู้นี้คือ ร้อยตำรวจตรี วรพงค์ จิตสวาสดิ์ หรือ "บังวรพงค์" ข้าราชการตำรวจบำนาญ ผู้ซ่อนเรื่องราวการอุทิศตนอันยิ่งใหญ่ไว้เบื้องหลังรอยยิ้มพิมพ์ใจ

ย้อนกลับไปเมื่อ สี่สิบปีก่อน ในยุคที่ต้อง "นอนกลางดิน กินกลางทราย" บังวรพงค์สูญเสียขาขณะปฏิบัติหน้าที่จากกับระเบิดในสมรภูมิอำเภอสะเดา ทว่าในความมืดมิด แสงสว่างแรกที่ต่อลมหายใจคือพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ส่งตัวไปรักษาและรับขาเทียมข้างแรกที่โรงพยาบาลศิริราช

วันเวลาผ่านไป เทคโนโลยีถูกพัฒนาขึ้น บังวรพงค์คือหนึ่งในผู้ที่ได้รับโอกาสจากมูลนิธิขาเทียมฯ มาอย่างต่อเนื่อง บังเล่าด้วยรอยยิ้มว่า ขาเทียมรุ่นใหม่นี้น้ำหนักเบาและใช้งานได้ดีกว่าเดิมมาก แม้ช่วงแรกที่ฝึกเดินจะเคยล้มจนท้อและไม่อยากใส่ แต่ด้วยความอดทน รักษาวินัยในการออกกำลังกาย และศรัทธา ในที่สุดบังก็กลับมาเดินได้คล่องแคล่ว จนทุกวันนี้รู้สึกว่าใส่สบายจนไม่อยากถอด

ความพิเศษในการมารับบริการครั้งนี้คือ บังวรพงค์ได้รับขาเทียมถึง 2 รูปแบบ ทั้งขาสำหรับเดินปกติ และ "ขาเกษตร" ซึ่งตอบโจทย์ชีวิตในวัยเกษียณที่หันหลังให้สมรภูมิ แล้วมุ่งหน้าสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงที่จังหวัดพัทลุง ขาเทียมข้างนี้คือผู้ช่วยคนสำคัญที่พาบังลงสวน ปลูกกล้วย มะม่วง ผักบุ้ง และเลี้ยงปลาดุก สร้างความร่มเย็นและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างยั่งยืน

"คนที่ร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ จนกลายมาเป็นขาเทียมให้พวกเรา เขาจะได้บุญที่ยิ่งใหญ่มากนะ เพราะการได้ขาเทียม... มันเหมือนเราได้ชีวิตใหม่ เหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง" บังวรพงค์กล่าวทิ้งท้าย ร่างกายที่สูญเสียไม่อาจพรากจิตวิญญาณนักสู้ไปจากอดีตตำรวจผู้นี้ได้เลย

เครือข่ายแห่งความห่วงใย ดูแลกันไปแบบไร้รอยต่อ

แม้งานออกหน่วยเคลื่อนที่ในพื้นที่วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่จะสิ้นสุดลง แต่สายใยของการดูแลไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น มูลนิธิขาเทียมฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลระยะยาว

เมื่อช่างเทคนิคและทีมแพทย์เดินทางกลับ ผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับขาเทียมจะยังคงได้รับการดูแลอย่างอบอุ่นจาก นักกายภาพบำบัดและช่างประจำโรงพยาบาลเครือข่ายในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลสงขลา โรงพยาบาลนาทวี หรือโรงพยาบาลบางกล่ำ การมี "บ้านหลังที่สอง" ในพื้นที่ ทำให้ผู้พิการมั่นใจได้ว่า ทุกก้าวเดินหลังจากนี้จะมีคนคอยประคองและดูแลอย่างใกล้ชิดเสมอ

พลังของการให้ ทุนทรัพย์ที่ต่อยอดสู่ "ก้าวใหม่" อย่างยั่งยืน

บ่อยครั้งเมื่อพูดถึงการส่งต่อความช่วยเหลือ หลายคนอาจนึกถึงการเก็บสะสม "ห่วงกระป๋องอลูมิเนียม" แต่อาจารย์ประกอบได้ฝากมุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า อลูมิเนียมเหล่านั้นเป็นเกรดที่ไม่แข็งแรงพอจะนำมารับน้ำหนักคนได้ ปัจจุบันทางมูลนิธิฯ จึงนำห่วงที่ได้รับบริจาคไปเปลี่ยนเป็นทุนทรัพย์ "การบริจาคเป็นเงิน" จึงกลายเป็นวิธีที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้มูลนิธิฯ สามารถจัดซื้อวัสดุเกรดพรีเมียมมาตรฐานสากล มาประกอบเป็นขาเทียมที่มั่นคงและปลอดภัยได้อย่างตรงจุด

"โรงงานแห่งความหวัง" แห่งนี้ จึงขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ด้วยแรงสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา รวมถึงภาคเอกชนที่มองเห็นคุณค่าของการให้ อย่าง บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ที่ขอร่วมเป็นหนึ่ง “เคียงข้าง ผูกพัน” ภารกิจของมูลนิธิฯ มาอย่างต่อเนื่อง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา หาดทิพย์ได้ร่วมสนับสนุนงบประมาณเพื่อสมทบทุนจัดซื้อวัสดุคุณภาพสูง พร้อมทั้งนำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มมาเติมความสดชื่นและส่งต่อกำลังใจให้กับทีมช่างผู้เหน็ดเหนื่อย รวมถึงผู้มารับบริการทุกคน ด้วยความตั้งใจที่จะสานต่อการให้ และร่วมสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคงให้กับพี่น้องชาวใต้อย่างไม่ย่อท้อ

เมื่อแสงแดดสีทองยามเย็นสาดส่องเข้ามาในหอประชุม เสียงเครื่องมือช่างค่อยๆ เงียบลง ทว่าสิ่งที่กำลังเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบงันคือ "ชีวิตใหม่"... ก่อนเดินทางกลับ รอยยิ้มของผู้คนไม่ได้เกิดจากการลุกขึ้นยืนได้ด้วยตัวเองอีกครั้งเพียงอย่างเดียว แต่หลายคนยังได้รับ "ชุดปัตตาเลี่ยนตัดผม" ติดมือกลับไปเป็นเครื่องมือทำกิน

ขาเทียมทุกข้างที่ประกอบเสร็จในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนพลาสติกและแกนเหล็ก แต่คือผลลัพธ์ของความรักและความร่วมมือร่วมใจ ที่ประกอบขึ้นเป็น "ศักดิ์ศรี" คืนความภูมิใจ และส่งมอบ "พลังใจ" ให้พวกเขาได้ก้าวเดินต่อไป... ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อกลับไปยืนหยัดเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและชุมชนอย่างงดงามและยั่งยืน

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อเติม "ก้าวใหม่" ให้ชีวิต

คุณเองก็สามารถเป็นลมใต้ปีกที่ช่วยพยุงก้าวเดินของผู้พิการให้กลับมามั่นคงได้อีกครั้ง... เพราะขาเทียมหนึ่งข้าง ไม่ได้เปลี่ยนแค่การเคลื่อนไหว แต่เปลี่ยนทั้งชีวิตและหัวใจของผู้รับ

หาดทิพย์เจอนี่ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมส่งต่อความหวัง ผ่านการสมทบทุนบริจาคให้กับ มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อนำไปจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานสากล สร้างขาเทียมที่แข็งแรงและปลอดภัยให้กับผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ทั่วประเทศ (โดยทุกยอดการบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า)

เพียงเศษเสี้ยวของการแบ่งปันจากคุณ...อาจหมายถึงก้าวต่อไปที่ยิ่งใหญ่และไม่มีวันสิ้นสุดของใครอีกหลายคน.