“ลงมือทำคือคำตอบ” วิถีพอเพียง ห้องเรียนชีวิต... โรงเรียนวัดทุ่งเซียด อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี

18 สิงหาคม 2569
“ลงมือทำคือคำตอบ” วิถีพอเพียง ห้องเรียนชีวิต... โรงเรียนวัดทุ่งเซียด อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี

ท่ามกลางความร่มรื่นของสวนยางและสวนปาล์มอันเขียวขจีที่ทอดยาวสลับกันอย่างเงียบสงบ ณ หมู่ที่ 5 ตำบลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือที่ตั้งของ “โรงเรียนวัดทุ่งเซียด” สถานศึกษาขนาดเล็กที่คอยโอบรับลูกหลานในชุมชนไว้ด้วยความอบอุ่น

ยามเช้าของที่นี่ ไม่ได้เริ่มต้นด้วยเสียงท่องตำราในห้องสี่เหลี่ยม แต่ถูกปลุกด้วยกลิ่นไอดินชื้น ๆ เสียงจอแจหน้าเล้าไก่ และภาพเด็กประถมตัวน้อยที่กำลังง่วนอยู่กับการรดน้ำแปลงผักใบเขียวชอุ่มด้วยรอยยิ้มเปื้อนเหงื่อ

หากพูดถึงสิ่งที่มีอิทธิพลต่อจิตใจ หลายคนอาจนึกถึงศิลปะ วัฒนธรรม หรืออาหารเลิศรส แต่หากคุณได้ก้าวเข้ามาสัมผัสบรรยากาศที่นี่ พลังที่ทรงอานุภาพที่สุดคือเสน่ห์แห่ง “ความพอเพียง” ที่ไม่ได้มีไว้แค่ท่องจำเพื่อสอบ แต่เป็นวิชาชีวิตที่ลงมือทำได้จริง โดยมีคุณครู ชุมชน และแนวร่วมคนสำคัญที่คอยเป็นพลังสนับสนุน ช่วยผลักดันให้โรงเรียนแห่งนี้เฉิดฉายในฐานะ “พระเอก” ของชุมชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เปลี่ยนข้อจำกัด เป็นห้องเรียนที่ไม่มีกำแพง

บริบทของนักเรียนทั้ง 143 คนที่นี่มีความหลากหลาย ผู้ปกครองประกอบอาชีพปะปนกันไป โรงเรียนจึงเปรียบเสมือน “ศูนย์กลาง” ที่ใช้การศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและหลอมรวมหัวใจ แต่เมื่อวิกฤตโควิด-19 มาเยือนในปี 2564 การเรียนรู้กลับต้องสะดุดลง โครงการทักษะชีวิตขาดแคลนงบประมาณในการขับเคลื่อน

ทว่าในทุกวิกฤตย่อมมีแสงสว่างเสมอ เมื่อหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ของโรงเรียนได้สานต่อความร่วมมือกับ บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ที่อาสาก้าวเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมทาง คอยสนับสนุน ต่อยอด และร่วมลงมือทำ “เคียงข้าง ผูกพัน” กับโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง

“ตอนนั้นเราขาดงบประมาณ การที่หาดทิพย์เข้ามาเป็นจุดตั้งต้น ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โครงการโรงเรียนพอเพียงของเรามีความพร้อม เป็นกำลังเสริมให้ครู ผู้ปกครอง และชุมชนมีเป้าหมายเดียวกัน” คำบอกเล่าด้วยรอยยิ้มจาก “ครูผอ.” - ภัตราภรณ์ คงทรัพย์ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนวัดทุ่งเซียด ความผูกพันน่ารัก ๆ ที่สะท้อนถึงความอบอุ่นและเป็นคำที่เด็ก ๆ ที่นี่มักเรียกกันจนติดปาก

สิ่งที่น่าประทับใจคือ การที่หาดทิพย์ได้เข้ามาเป็นเพื่อนคู่คิด ลงมาคลุกคลีลุยงานร่วมกับโรงเรียนอย่างใกล้ชิด ความร่วมมือนี้จึงค่อย ๆ ชุบชีวิตพื้นที่รกร้างหลังโรงเรียน ให้กลายเป็นห้องเรียนธรรมชาติที่ไม่มีกำแพงขวางกั้น

ซูเปอร์มาร์เก็ตมีชีวิต 4 ฐานบ่มเพาะวิชาชีวิต

งบประมาณก้อนแรกถูกนำมาเนรมิตพื้นที่ว่างเปล่าให้กลายเป็น “ซูเปอร์มาร์เก็ตมีชีวิต” ที่ขับเคลื่อนผ่าน 4 ฐานการเรียนรู้หลัก ซึ่งเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ 4 ชิ้นที่ประกอบเข้าด้วยกันอย่างพอดี โดยมีตัวแทนนักเรียนตัวน้อยมาช่วยยืนยันถึงความสุขและวิชาชีวิตที่พวกเขาได้รับ

  • ฐานไก่ไข่ : แหล่งโปรตีนชั้นดีที่เด็ก ๆ คอยทะนุถนอม และเฝ้ารอเก็บไข่สดใหม่ด้วยสองมือของตัวเองในทุกเช้า “หนูมีความสุขมากที่ได้ดูแลไก่ไข่และเก็บไข่ด้วยตัวเองค่ะ” น้องไอเดียร์ (ด.ญ.ภัณฑิรา ทัศนเรณู) เล่าด้วยรอยยิ้ม “กิจกรรมนี้สอนให้หนูมีวินัย มีความรับผิดชอบ ได้ทำงานร่วมกับเพื่อน และยังได้เรียนรู้การสร้างรายได้ตามวิถีพอเพียงด้วยค่ะ”
  • ฐานปลาดุก : พื้นที่แห่งการบ่มเพาะความรับผิดชอบ ที่เด็ก ๆ จะสลับสับเปลี่ยนกันมาให้อาหารอย่างสม่ำเสมอ “หนูรู้สึกสนุกและภูมิใจที่ได้เรียนรู้ตั้งแต่การให้อาหารปลา จนถึงการแปรรูปเพิ่มมูลค่าค่ะ” น้องปันปัน (ด.ญ.ปัณฑ์ชนิต แซ่ชั้น) บอกเล่าอย่างฉะฉาน “กิจกรรมนี้ทำให้เข้าใจว่าความรับผิดชอบและความอดทนเป็นสิ่งสำคัญ และยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพสร้างรายได้ในอนาคตได้ด้วย”
  • ฐานพืชผักสวนครัวและผักกินใบ : แหล่งวิตามินริมรั้วหลังโรงเรียน ที่เติบโตจากความใส่ใจตั้งแต่การหยอดเมล็ดจนถึงวันผลิใบ “การปลูกผักทำให้หนูได้ฝึกการดูแลเอาใจใส่ค่ะ” น้องหนูนา (ด.ญ.นิชธาวัลย์ แซ่แต้) สะท้อนความรู้สึก “หนูภูมิใจเมื่อเห็นผักที่ปลูกเติบโตจนนำไปประกอบอาหารได้ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในโรงเรียน และยังนำความรู้นี้ไปใช้ที่บ้านได้อีกด้วย”
  • ฐานปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ : หัวใจสำคัญของการบำรุงดิน เพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์กลับคืนสู่ธรรมชาติ “หนูได้เรียนรู้การนำเศษใบไม้ที่มีอยู่มากในโรงเรียนมาทำปุ๋ยหมักค่ะ” น้องเฟส (ด.ญ.ชญาทิพย์ กลับแก้ว) เล่าด้วยความภาคภูมิใจ “มันทำให้เห็นว่าของเหลือใช้สามารถสร้างประโยชน์ได้ รู้สึกดีที่ได้มีส่วนช่วยลดขยะ รักษาสิ่งแวดล้อม และนำปุ๋ยไปใช้กับแปลงผักของเราค่ะ”

ความงดงามของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ คือการที่ทั้ง 4 ฐานทำงานสอดประสานกันอย่างลงตัว ปุ๋ยหมักถูกนำไปใช้บำรุงแปลงผัก เศษผักที่เหลือถูกนำไปเป็นอาหารสัตว์ และท้ายที่สุด ผลผลิตอันงอกงามทั้งหมดก็หมุนเวียนกลับมาเป็นมื้ออาหารที่หล่อเลี้ยงปากท้องของทุกคนในโรงเรียน

จากผลผลิตสู่นวัตกรรม ความภาคภูมิใจระดับประเทศ

วิถีพอเพียงของโรงเรียนวัดทุ่งเซียด ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การผลิตอาหารเพื่อยังชีพ แต่ยังถูกนำไปต่อยอดให้กลายเป็นวงจร “Learn to Earn” ไข่ไก่ ผัก และปลาดุก ถูกนำไปแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ทักษะเหล่านี้เป็นแรงผลักดันให้เด็ก ๆ ก้าวไปคว้า รางวัลเหรียญทอง การประกวดโครงงานอาชีพ และ รางวัลเหรียญทอง-เหรียญเงิน ด้านการแปรรูปอาหาร จากเวทีการแข่งขันศิลปหัตถกรรมนักเรียน

ทว่าสิ่งที่สร้างความภาคภูมิใจสูงสุดให้กับชาวทุ่งเซียด คือการนำกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์มาบูรณาการกับผลผลิตในโรงเรียน จนเกิดเป็น “นวัตกรรมการยืดอายุการเก็บรักษาไข่ไก่” โดยใช้สารเคลือบจากเมือกของเมล็ดแมงลัก ซึ่งสามารถยืดอายุไข่ไก่จากปกติ 15 วัน ให้อยู่ได้นานถึง 30 วัน

ผลงานชิ้นโบแดงนี้ ไม่เพียงได้รับคัดเลือกให้นำเสนอในโครงการของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระดับประเทศเท่านั้น แต่คณะครูยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้าเฝ้าฯ และทูลเกล้าฯ ถวายไข่ไก่เคลือบเมือกแมงลัก แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทั้งกราบบังคมทูลรายงานถึงนวัตกรรมแห่งความยั่งยืนนี้ นับเป็นเกียรติประวัติสูงสุดที่หล่อเลี้ยงหัวใจของคนทำงานทุกคน

จากขยะเปื้อนดิน สู่สมุดบัญชีเงินฝาก

วงจรความยั่งยืนของที่นี่ไม่ได้จบลงแค่ในแปลงเกษตร แต่ทอดยาวไปถึงโต๊ะทานข้าวและการจัดการสิ่งเหลือใช้ ในปีการศึกษา 2569 โรงเรียนได้ยกระดับระบบนิเวศให้สมบูรณ์ขึ้นด้วยกิจกรรม “ธนาคารขยะ” และ “ออมทรัพย์”

ขวดน้ำพลาสติกหรือเศษกระดาษที่หลายคนมองว่าไร้ค่า ถูกเด็ก ๆ นำมาคัดแยกอย่างตั้งใจเพื่อเปลี่ยนเป็นมูลค่า “นักเรียนที่นี่มีวินัยในการออมเงิน 100% ค่ะ เราชื่นชมและสอนให้เขาบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่ายทุกเดือน” ครูผอ. เล่าด้วยความภูมิใจ

ภาพของเด็กประถมตัวน้อยที่ค่อย ๆ บรรจงจดตัวเลขยอดเงินหลักสิบหลักร้อยลงในสมุดบัญชีเล่มบาง ๆ อย่างทะนุถนอม คือภาพสะท้อนของการเรียนรู้วิชาบริหารเงินที่ยอดเยี่ยมที่สุด และเป็นเครื่องยืนยันว่าพวกเขาได้รู้จัก “คุณค่า” ของสิ่งที่อยู่ในมืออย่างแท้จริง

สายใยแห่งความเกื้อกูล เมื่อ ผู้รับ ส่งมอบเกียรติยศสู่ ผู้ให้

ผลลัพธ์ของความร่วมมือที่ออกมาจากหัวใจ ไม่ได้จบลงแค่รอยยิ้มของเด็ก ๆ หรือความสำเร็จของโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่ความผูกพันที่แน่นแฟ้น เมื่อต้นกล้าที่ได้รับการรดน้ำพรวนดินจนเติบใหญ่ ขอเป็นฝ่ายส่งมอบความภาคภูมิใจกลับคืนสู่ “พลังสนับสนุน” ของพวกเขาบ้าง

ในปี 2569 โรงเรียนวัดทุ่งเซียด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ได้เป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวความมุ่งมั่นของแนวร่วมคนสำคัญ โดยได้เสนอชื่อ บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) เข้ารับ “รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี 2569” ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์ ประเภทองค์กร

และด้วยประจักษ์พยานแห่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงในรั้วโรงเรียน หาดทิพย์ จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นองค์กรที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี รางวัลนี้จึงไม่ใช่แค่โล่เกียรติยศของบริษัท แต่เป็นดั่ง “จดหมายแทนคำขอบคุณ” จากคณะครูและเด็ก ๆ โรงเรียนวัดทุ่งเซียด ที่ยืนยันว่าการเป็นผู้ให้ที่แท้จริงนั้น สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนได้เพียงใด

พลังสนับสนุน... สู่ปณิธานแห่งความยั่งยืน

ความรับผิดชอบที่เด็ก ๆ ได้รับจากการดูแลแปลงเกษตรและการออม ถูกร้อยเรียงเข้ากับ “โครงการโรงเรียนสุจริต” ซึ่งสอนให้พวกเขาซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ความทุ่มเทในการปลูกฝังจิตสำนึกนี้ ส่งผลให้ทั้งผู้บริหารและคณะครู คว้ารางวัลผลการประเมินระดับ “ดีเยี่ยม” ในกิจกรรมการถอดบทเรียน (Best Practice) ระดับภูมิภาค ติดต่อกันถึงสองปีซ้อน

ยิ่งไปกว่านั้น การปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ยังสะท้อนผ่านผลงานระดับเหรียญทอง จากการประกวดคลิปวิดีโอหัวข้อ “เยาวชนคนของพระราชา” ซึ่งเป็นดั่งเครื่องยืนยันว่า ต้นกล้าต้นน้อยที่นี่ กำลังเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความดีงามที่หยั่งรากลึกในจิตใจ

ความสำเร็จทั้งหมดนี้ หากโรงเรียนวัดทุ่งเซียดคือเมล็ดพันธุ์ที่แข็งแกร่งและพร้อมเติบโต ภาคเอกชนอย่างหาดทิพย์ก็เปรียบเสมือนน้ำและปุ๋ยที่คอยหล่อเลี้ยงอยู่เคียงข้าง สร้างพื้นที่แห่งโอกาสให้เยาวชนได้ผลิบานอย่างงดงาม สมดั่งความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในใจของเด็กๆ

เคล็ดลับความสำเร็จทั้งหมด ไม่ได้มาจากทฤษฎีที่ซับซ้อน แต่มาจากหัวใจที่มุ่งมั่นและสองมือที่ร่วมกันสร้าง ดังคติประจำใจของ ครูผอ. ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า...

“การบริหารจัดการทุกสิ่งอย่างต้องมาจากหัวใจ... และการลงมือทำ คือคำตอบค่ะ”