หาดทิพย์เจอนี่
ครอบครัวที่สื่อสารกันด้วยภาษาใจ - ปางช้างเผือกหาดใหญ่

เพราะช้างคือครอบครัวที่ดูแลกันด้วยหัวใจ
ในวันที่แสงแดดอ่อน ๆ และสายลมที่พัดผ่านท่ามกลางธรรมชาติ หากเราหันไปมองตัวเมืองหาดใหญ่ ภาพของเมืองที่เต็มไปด้วยแสงสีและความวุ่นวายอาจจะเป็นภาพที่เราคุ้นตา แต่หากเราหมุนเข็มทิศไปยังน้ำน้อย ตำบลเล็ก ๆ ในอำเภอหาดใหญ่ที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและแมกไม้ เราจะพบกับบทตอนใหม่ที่เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนของชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยความรัก...ที่นี่คือ ปางช้างเผือกหาดใหญ่ ภายใต้การดูแลของ “พี่แอ๊ด” หรือคุณปรีชา วัดโคก ชายผู้เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า “ถ้าเราดูแลช้างด้วยหัวใจ เขาก็จะตอบแทนเราด้วยความมั่นคง”

แต่กว่าจะมาเป็น “ปางช้างเผือก” อย่างทุกวันนี้…เส้นทางชีวิตของพี่แอ๊ดไม่ได้มีความใกล้เคียงกับเหล่าช้างเลยสักน้อย ก่อนจะมาเริ่มทำปางช้าง พี่แอ๊ดเคยเป็นทั้งช่างภาพและทำงานด้านวิดีโอ ชีวิตของเขาอยู่กับเลนส์ กล้อง และการบันทึกเรื่องราวของผู้คน เขาคุ้นชินกับการ “มองโลกผ่านเลนส์” มากกว่าการเข้าไปอยู่ในป่าเขาที่ต้องละวางเครื่องมือทุกอย่าง และใช้หัวใจฟังความเคลื่อนไหวของพงไพร
จนกระทั่งวันหนึ่ง… เพื่อนคนหนึ่งได้ชักชวนพี่แอ๊ดให้ลองเปลี่ยนเส้นทางชีวิต โดยก้าวเข้ามาทำในสิ่งที่ออกห่างจากความคุ้นเคยของเขาอย่างสิ้นเชิง ด้วยการร่วมเป็นผู้บุกเบิกสร้างปางช้างแห่งนี้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของบททดสอบครั้งสำคัญในชีวิตพี่แอ๊ด
ช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย พี่แอ๊ดต้องปรับตัวขนานใหญ่ จากที่เคยถือกล้องควบคุมมุมมองได้ดั่งใจ ต้องเปลี่ยนมาเรียนรู้ที่จะเข้าใจสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา เขาต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่กับความรู้ที่ไม่เคยมี ทั้งวิถีชีวิต นิสัยใจคอ และการดูแลเอาใจใส่ ซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบากและความเหนื่อยล้าที่ไม่คุ้นเคย
แต่ท่ามกลางความเหนื่อยยากนั้น กลับมีสิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวหัวใจเขาไว้ นั่นคือความรู้สึก “อุ่นใจ” อย่างน่าประหลาด ทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับช้าง พี่แอ๊ดสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยและความอ่อนโยนที่ส่งผ่านถึงกัน ความรู้สึกดี ๆ เหล่านี้เองที่คอยเติมไฟให้เขาไม่คิดที่จะย่อท้อกับชีวิตใหม่ และพร้อมที่จะเรียนรู้ต่อไป
จากบทใหม่ที่ไม่ได้ใช้กล้องเป็นเครื่องมือหลักอีกต่อไป แต่ใช้ “ภาษาใจ” ในการสื่อสาร... วันนี้พี่แอ๊ดได้เปลี่ยนจาก “คนหลังเลนส์” กลายมาเป็น “คนเลี้ยงช้าง” ที่ต้องสื่อสารกับช้างด้วยภาษาใจอย่างลึกซึ้ง ต้องอ่านสายตา อ่านอารมณ์ อ่านความกลัว และอ่านความไว้ใจ โดยไม่มีเครื่องไม้เครื่องมืออะไรที่จะสามารถทำหน้าที่นี้ได้ นอกจากความผูกพันและความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัวและสะสมมากขึ้นในทุก ๆ วัน

🐘 บนเนินเขาที่ความรักผลิบาน
ท่ามกลางเนินเขาที่เงียบสงบ ปางช้างเผือกหาดใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงชันที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติอย่างสวยงาม แม้ในยามที่มีวิกฤตน้ำหลากมาเยือน พื้นที่แห่งนี้ก็ยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัยและอบอุ่นสำหรับเหล่าคชสาร โดยมี พี่แอ๊ด คอยดูแลอย่างใกล้ชิด พี่แอ๊ดเล่าให้เราฟังด้วยแววตาเป็นประกาย ถึงการวางระบบที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่การคัดเลือก “ช้างพัง” (เพศเมีย) มาดูแล เพราะนิสัยที่อ่อนโยน ละมุนละไม ไม่ดุดัน ทำให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากแดนไกล ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือจีน เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขและความปลอดภัย ได้สัมผัสเสน่ห์ของสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และผูกพันกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าจำนวนช้าง คือ เรื่องราวเบื้องหลังของการมีช้างถึง 16 เชือกในวันนี้ เพราะในช่วงเริ่มต้นของการทำปางช้าง ทุกอย่างไม่ได้ราบรื่นเหมือนที่หลายคนอาจจินตนาการ
พี่แอ๊ดเล่าว่า ในสมัยก่อนการมีช้างจำนวนมากไม่ใช่เรื่องง่าย ปางช้างหลายแห่ง รวมถึงที่นี่เอง เคยต้องเช่าช้างจากบริษัทเอกชนบางส่วนมาใช้ในการดูแลและให้บริการนักท่องเที่ยว เพื่อประคองการดำเนินงานให้เดินต่อไปได้
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป รายได้เริ่มมั่นคงขึ้น การจัดการเริ่มเป็นระบบมากขึ้น พี่แอ๊ดจึงค่อย ๆ ขยับจากการเช่า มาเป็นการสร้างบ้านให้ช้างอย่างถาวร พี่แอ๊ดเริ่มวางแผนขยายพันธุ์และเลี้ยงดูด้วยตัวเอง ค่อย ๆ เพิ่มจำนวนช้างทีละเชือก ทีละรุ่น เหมือนคนที่ไม่รีบร้อน แต่มั่นคงกับสิ่งที่เลือกเดิน จนในที่สุด…จากวันแรกที่ยังต้องพึ่งพาช้างเช่าบางส่วน วันนี้ปางช้างเผือกหาดใหญ่ได้เติบโตขึ้นมาเป็นครอบครัวใหญ่ มีช้างพัง ที่เลี้ยงดูอยู่รวมกันถึง 16 เชือก ปางช้างเผือกจึงเป็นเสมือนบ้านที่มั่นคงและปลอดภัย ไม่ใช่เฉพาะสำหรับพี่แอ๊ด แต่สำหรับช้างทุกเชือกในปางช้างแห่งนี้



🌿 กิจวัตรที่เริ่มด้วย “หัวใจ” ในห้วงเวลาที่เมืองยังหลับใหล
ในขณะที่โลกภายนอกยังคงนิ่งสงัด นาฬิกาชีวิตของปางช้างแห่งนี้กลับเริ่มขับเคลื่อนตั้งแต่ตี 5... พี่แอ๊ด และเหล่าควาญช้างคู่ใจ จะเริ่มออกเดินทางลัดเลาะเข้าป่า เพื่อหาของอร่อยมากำนัลให้เพื่อนตัวโตที่เป็นดั่งสมาชิกในครอบครัว เสียง ฉับ! ฉับ! ของใบมีดที่กระทบลงบนหยวกกล้วยและกิ่งไม้ดังขึ้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอ... กลิ่นยางกล้วยจาง ๆ ผสมกับกลิ่นดินและใบไม้หอมสดชื่นของ “ต้นเต่าร้าง” ซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่นที่ดูธรรมดาในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับช้างแล้ว นี่คืออาหารชั้นเลิศที่อุดมไปด้วยพลังงาน เป็นเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้พวกเขารู้สึกอิ่มท้องอย่างเปี่ยมสุข และมีพลังกายที่สดชื่นไปตลอดทั้งวัน
“การหาอาหารไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่มันคือการเอาใจช้างมาใส่ใจเรา” พี่แอ๊ดเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากพวกเขาอิ่มท้องจากมื้อเช้า ก็ถึงเวลาของกิจกรรมที่ชวนให้ผู้พบเห็นต้องอมยิ้มตาม... นั่นคือการอาบน้ำขัดตัวให้กับ "สุภาพสตรีตัวโต" ทั้ง 16 เชือกนี้ ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ในยามเช้า ซึ่งต้องอาศัยความละเมียดละไมเป็นพิเศษ ตั้งแต่การอาบน้ำขัดถูผิวหนังที่หยาบหนาแต่ต้องการความอ่อนโยน ไปจนถึงการสังเกตแววตาเพื่ออ่านความรู้สึกของพวกเขา
มันคือภาพของสมาชิกครอบครัวที่ดูแลซึ่งกันและกัน ช้างตัวใหญ่ที่ยอมโอนอ่อนให้กับสายน้ำที่โปรยปรายและการขัดถูอย่างเบามือ เป็นภาพที่สะท้อนถึงความไว้วางใจที่เหนือคำบรรยาย ด้วยระบบการดูแลแบบ หนึ่งคนต่อหนึ่งเชือก ทำให้ควาญและช้างผูกพันกันจนแทบจะเป็นลมหายใจของกันและกัน...... เหมือนคนในครอบครัวที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาอย่างยาวนาน
พี่แอ๊ดเชื่อว่า... “ก่อนที่พวกเธอจะส่งต่อความสุขให้นักท่องเที่ยว พวกเธอต้องได้รับความสุขจากบ้านหลังนี้เสียก่อน”


✨ จากแรงงานลากจูงสู่ครอบครัวเดียวกัน
สิ่งที่ลึกซึ้งที่สุดในบทสนทนาวันนี้ ไม่ใช่ตัวเลขหรือสถิติใด ๆ แต่คือ การผลัดใบทางความคิด ที่พี่แอ๊ดตั้งใจบ่มเพาะขึ้นมาจากหัวใจของเขา พี่แอ๊ดเล่าว่าควาญช้างบางคนอาจเคยชินกับวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ใช้แรงงานช้าง ใช้ช้างลากไม้อย่างหนักหน่วง แต่เมื่อพวกเขาก้าวเข้าสู่รั้วบ้านน้ำน้อยแห่งนี้ ทุกคนต้องเริ่มต้นเรียนรู้ด้วยความเมตตาและความอ่อนโยนกันใหม่ทั้งหมด จากคำสั่งที่เกรี้ยวกราด เปลี่ยนเป็นภาษาที่สื่อสารด้วยความเข้าใจ
พี่แอ๊ดกล่าวว่า ภาษาที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เสียงคำสั่ง แต่คือ ภาษาใจ...
“ลองสังเกตที่ดวงตาของช้างดูสิ ท่าทางการยืน หรือแม้แต่จังหวะของเสียงพ่นลมหายใจของช้าง... สิ่งเหล่านี้ คือความรู้สึกที่เขาพยายามจะบอกเรา” พี่แอ๊ดเน้นย้ำว่าคนรักช้างต้องเรียนรู้ที่จะ “ฟัง” และเข้าใจช้างให้ได้ เพราะสำหรับที่นี่ ช้างแต่ละเชือกคือ สมาชิกครอบครัว ที่ไม่ได้มีเพียงแต่ลมหายใจ แต่มีชีวิตจิตใจเป็นของตนเอง... จากการทำงานเพื่อรับจ้าง ต้องเปลี่ยนสู่การทำงานด้วยหัวใจของสมาชิกทุกคนในครอบครัวไม่ว่าคนหรือช้างเพื่อดูแลกันและกัน และเมื่อทุกคนทำงานอย่างมีความสุขแล้ว ผลตอบแทนที่ได้กลับมาก็คือ ความมั่นคงจากการมีรายได้ที่เพียงพอ ซึ่งเป็นรากฐานชีวิตที่แข็งแกร่งให้กับควาญช้างและสมาชิกครอบครัวทุกคน

จังหวะหัวใจที่เต้นแรง... และรอยยิ้มจากเพื่อนต่างสายพันธุ์
นอกจากแผ่นหลังกว้าง ๆ ที่แสนอบอุ่นยามลัดเลาะชมไพรแล้ว... พื้นที่แห่งนี้ยังมีมุมเล็ก ๆ ให้หัวใจได้สูบฉีดเลือดกันบ้าง
แต่ที่ปางช้างเผือกหาดใหญ่ไม่ได้มีเพียงความนิ่งสงบเท่านั้น สำหรับใครที่โหยหาความตื่นเต้นและอยากสัมผัสธรรมชาติในมุมที่ต่างออกไป การได้ลองควบรถ ATV ลุยไปตามเส้นทางวิบาก อาจเป็นการปลุกวิญญาณเด็กซนให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางฝุ่นจาง ๆ และเสียงเครื่องยนต์ คุณจะได้สัมผัสรสชาติของการผจญภัยที่สนุกจนลืมเหนื่อย และเมื่อเครื่องยนต์ดับลง... ก็ถึงเวลาของเสียงหัวเราะ



ลานกว้างจะกลายเป็นเวทีที่เชื่อมคนและสัตว์ให้ใกล้กันยิ่งขึ้น คุณจะได้เห็นพี่ใหญ่ใจดี สลัดคราบยักษ์ใหญ่มาจับสัมผัส จนเผลอลืมไปเลยว่าตัวนั้นใหญ่โตแค่ไหน... ต่อด้วยความระทึกใจจากพี่จระเข้ที่ทำให้คนดูต้องกลั้นหายใจ และปิดท้ายด้วยความทะเล้นของน้องลิงตัวจิ๋ว ที่จะมาขโมยรอยยิ้มของคุณกลับบ้านไป
ทั้งหมดนี้... ไม่ใช่แค่การแสดงเพื่อความบันเทิง แต่คือช่วงเวลาที่เราอยากให้คุณได้เห็นความฉลาดและความน่ารักของพวกเขา ในมุมที่คุณอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อน


💬 ฝากถึงคนรุ่นใหม่และผู้มาเยือน
ก่อนที่เราจะกล่าวอำลาเนินเขาอันเงียบสงบแห่งนี้ พี่แอ๊ดได้ทิ้งแง่คิดที่เรียบง่ายไว้ให้เราได้ขบคิด... เป็นเสมือนของขวัญล้ำค่าที่มอบให้กับทั้งคนรุ่นใหม่และผู้มาเยือน
- สำหรับผู้ที่มีหัวใจที่อยากเป็นคชบาล: “อย่าเริ่มต้นด้วยการมองหาเพียงผลประโยชน์หรือรายได้... แต่จงเริ่มต้นด้วยความรัก” เพราะถ้าไม่มีความรัก คุณจะไม่มีวันเข้าใจความงามที่ซ่อนอยู่ในแววตาของสัตว์คู่บ้านคู่เมืองเชือกนี้เลย
- สำหรับนักท่องเที่ยว: การเดินทางมาที่ ปางช้างเผือกหาดใหญ่ แห่งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การมาชมการแสดงหรือสัมผัสประสบการณ์นั่งบนหลังช้างเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่มันคือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้มาสัมผัสกับ “ตัวตนจริง ๆ” และความมหัศจรรย์ของชีวิตที่ไม่มีตำราเล่มไหนเขียนไว้ และไม่มีหน้าจอโทรทัศน์เครื่องใดถ่ายทอดได้ลึกซึ้งเท่ากับการได้มาสบตาพวกเขาด้วยตัวเอง
🐘 หากวันใดที่หัวใจของคุณอ่อนล้า หรืออยากสัมผัสพลังงานแห่งความบริสุทธิ์ ลองแวะมาหาพี่แอ๊ดและเหล่าเพื่อนตัวโตที่ปางช้างเผือกหาดใหญ่ แล้วคุณจะพบว่า... ในความเงียบสงบของขุนเขา มีความรักที่ยิ่งใหญ่รอต้อนรับคุณอยู่เสมอ
📍 ปางช้างเผือกหาดใหญ่ ต.น้ำน้อย (เปิดต้อนรับทุกวันด้วยรอยยิ้ม)
- พิกัด: https://maps.app.goo.gl/WhVntCJmwtTGDLty6
- เวลาเปิดทำการ: 08:00 - 17:00 น.
- สอบถามข้อมูล: ติดต่อพี่แอ๊ดและทีมงานได้ที่เบอร์ 074-446-446
- Facebook: https://www.facebook.com/changpuakcamphatyai