ผู้พิทักษ์ลมหายใจ: เจาะลึกภารกิจ “ด่านหน้า” แห่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง

23 มกราคม 2569
ผู้พิทักษ์ลมหายใจ: เจาะลึกภารกิจ “ด่านหน้า” แห่งเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง

ในห้วงเวลาที่ธรรมชาติกำลังฟื้นตัวอย่างเงียบงัน เมื่อสายน้ำค่อย ๆ สงบลง และผืนดินเริ่มกลับมาหายใจอีกครั้ง ลึกเข้าไปในผืนป่าดิบชื้นของเทือกเขาบรรทัด หลังม่านสีเขียวเข้มที่ทอดยาวสุดสายตา ยังมี “ลมหายใจ” อีกชุดหนึ่งที่ไม่เคยหยุดพัก ลมหายใจที่คอยประคอง สมาน และปกป้องผืนป่าให้ยังคงยืนหยัดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

ลมหายใจนั้นเป็นของกลุ่มคนในชุดลายพราง แบกเป้หนักอึ้ง เดินฝ่าฝน ฝ่าแดด ฝ่าความเงียบงันของผืนไพร พร้อมอาวุธคู่กาย ไม่ใช่เพื่อการรุกราน แต่เพื่อการปกป้อง และหัวใจที่ยึดมั่นในหน้าที่อย่างเด็ดเดี่ยว พวกเขาคือ “ผู้พิทักษ์เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง” ผู้ที่เป็นมากกว่ายามเฝ้าป่า แต่คือ ด่านหน้าแห่งการปกป้องชีวิต และคือ ผู้พิทักษ์ลมหายใจของผืนป่า

มากกว่าการลาดตระเวน คือการยืนหยัดแทนผืนป่า

หน้าที่ของผู้พิทักษ์ป่า ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเดินลาดตระเวนตามเส้นทางในแผนที่ แต่คือการยืนอยู่แนวหน้า แทนต้นไม้ แทนสายน้ำ แทนสัตว์ป่าที่ไม่อาจส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือได้ พวกเขาปกป้องผืนป่าต้นน้ำ ป้องกันการลักลอบตัดไม้ การล่าสัตว์

ดูแลความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ และเก็บข้อมูลภาคสนามอันทรงคุณค่า เพื่อให้ผืนป่าแห่งนี้ยังคงทำหน้าที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในเมือง…โดยที่หลายคนอาจไม่เคยเห็นมันด้วยตาตัวเอง

ในผืนป่าเดียวกัน ผู้พิทักษ์ป่าคือทั้งนักรบแนวหน้า นักวิจัยภาคสนาม และผู้เสียสละที่ยอมแลกความสะดวกสบายส่วนตัว เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติให้ดำรงอยู่

ภารกิจหลัก: ลาดตระเวนเชิงคุณภาพ หัวใจของการคุ้มครอง

หัวใจของการทำงานในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง คือการ “รักษา” และ “คุ้มครอง” อย่างเข้มงวด แตกต่างจากพื้นที่ท่องเที่ยวทั่วไป ดังที่ คุณนิกร สุวรรณการณ์ พนักงานพิทักษ์ป่า ระดับ ส.3 อธิบายว่า งานของที่นี่คือการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงชั่วคราว

การลาดตระเวนแต่ละครั้งใช้เวลานาน 3–5 วัน เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญสภาพอากาศที่แปรปรวน เส้นทางลื่นชัน กิ่งไม้หักโค่น และหน้าผาสูงชัน โดยเฉพาะในฤดูฝน ที่ทุกย่างก้าวอาจหมายถึงความเสี่ยงต่อชีวิต

ภารกิจป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด คือการเฝ้าระวังไม่ให้ใครล่วงล้ำ “บ้านของสัตว์ป่า” ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบตัดไม้ การล่าสัตว์ หรือการวางบ่วงดักสัตว์ ทุกก้าวเดิน คือคำมั่นสัญญาที่จะไม่ยอมให้ผืนป่าแห่งนี้ถูกทำร้ายอย่างเงียบงัน

ขณะเดียวกัน การลาดตระเวนเชิงคุณภาพยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการบันทึกข้อมูลเชิงพื้นที่ เพื่อนำไปใช้วางแผนการอนุรักษ์อย่างแม่นยำและยั่งยืนในระยะยาว

นักวิทยาศาสตร์กลางไพร ภารกิจวิจัยและเฝ้าติดตามชีวิตป่า

ผู้พิทักษ์ป่าไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเฝ้าระวังภัยคุกคาม แต่ยังเป็นผู้เก็บข้อมูลสำคัญของระบบนิเวศ ทั้งการสำรวจสัตว์ป่าหายาก การบันทึกร่องรอย รอยเท้า มูลสัตว์และการติดตั้งกล้องดักถ่ายสัตว์ป่า

ในผืนป่าโตนงาช้าง มีสัตว์ป่ากว่า 300 ชนิดอาศัยอยู่ ตั้งแต่สมเสร็จ เลียงผา หมีขอ ไปจนถึงนกหายากอย่างนกหว้าและนกเงือกการพบสัตว์ป่าหายาก เช่น เต่าจักร หรือ เต่าหนาม ระหว่างการลาดตระเวน เปรียบเสมือน “รางวัลแห่งความพยายาม” และเป็นหลักฐานเงียบ ๆ ว่าระบบนิเวศยังคงหายใจได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อไฟมาแทนฝน ภารกิจควบคุมไฟป่า

เมื่อฤดูแล้งมาเยือน ภารกิจของผู้พิทักษ์ป่าจะเปลี่ยนจากการลุยสายน้ำ เป็นการเผชิญหน้ากับเปลวเพลิง เจ้าหน้าที่ต้องสร้างแนวกันไฟ เฝ้าระวังจุดเสี่ยงและเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อปกป้องผืนป่าต้นน้ำ และน้ำตกโตนงาช้าง ไม่ให้กลายเป็นเพียงความทรงจำใต้เถ้าถ่าน

ภารกิจช่วยชีวิตและกู้ภัยสัตว์ป่า

หน้าที่ของผู้พิทักษ์ป่า ไม่ได้หยุดอยู่แค่การป้องกันการกระทำผิดของมนุษย์ แต่ยังรวมถึงการช่วยชีวิตสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ พลัดหลง หรือได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ สัตว์ป่าที่อ่อนแรง จะถูกนำส่งสัตวแพทย์ ได้รับการดูแล ฟื้นฟู ก่อนจะถูกปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ในวันที่พวกเขาพร้อมกลับบ้านอีกครั้ง

ความท้าทายที่คุณมองไม่เห็น เสียงจากคนหน้างาน

คุณภูวดล สุคนธรัตน์ พนักงานพิทักษ์ป่า เล่าถึงความท้าทายของการทำงาน ในผืนป่าดิบชื้นที่มีระดับความสูงตั้งแต่พื้นที่ราบต่ำ ไปจนถึงยอดเขาสูง 932 เมตร ด้วยความหนาแน่นของพรรณไม้ ความยากในการเข้าถึง และพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดสงขลาและสตูล การทำงานจึงต้องอาศัยทั้งทักษะการเอาตัวรอด วินัย ความอดทน และการยอมอยู่ห่างไกลจากครอบครัวเป็นเวลานาน

“พวกผมจะดูแลผืนป่าไว้ให้ลูกหลานสืบต่อไป” ถ้อยคำสั้น ๆ แต่หนักแน่น สะท้อนอุดมการณ์ร่วมของผู้พิทักษ์ป่าทุกคน ที่ยืนหยัดทำหน้าที่เพื่ออนาคตของผืนป่าไทย

ตามรอยผู้พิทักษ์ เส้นทางแห่งธรรมชาติและความทรงจำ

สำหรับผู้มาเยือน ผืนป่าแห่งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้เรียนรู้ ทั้งความงามของธรรมชาติ และร่องรอยประวัติศาสตร์

  • เส้นทางทรงปลูก: เส้นทางแห่งการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อปี 2537 ที่ทรงปลูกต้นหวายกำพวน และต้นหลุมพอ
  • น้ำตก 7 ชั้น: น้ำตกโตนงาช้างประกอบด้วยน้ำตกทั้งหมด 7 ชั้น ไล่ระดับลดหลั่นท่ามกลางผืนป่าดิบชื้น โดยชั้นที่มีความพิเศษและเป็นสัญลักษณ์ของพื้นที่คือ ชั้นที่ 3 “โตนงาช้าง” ซึ่งมีสายน้ำไหลตกกระทบโขดหินขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายงาช้างคว่ำลงกลางลำธาร เกิดเป็นแอ่งน้ำกว้างและทัศนียภาพที่งดงามโดดเด่น ทั้งยังเป็นจุดที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด เจ้าหน้าที่จึงกำหนดมาตรการดูแลความสะอาดและความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศและความงามตามธรรมชาติให้คงอยู่ยาวนาน
  • ร่องรอยเหมืองแร่เก่า: บทเรียนทางประวัติศาสตร์ของการใช้ทรัพยากรในอดีต ที่วันนี้ได้รับการฟื้นฟูคืนสู่ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์
พลังบวกจากนักท่องเที่ยว รางวัลของผู้พิทักษ์

ภารกิจของผู้พิทักษ์ป่าจะสมบูรณ์ไม่ได้ หากขาดความร่วมมือจากผู้มาเยือน “เก็บขยะใส่กระเป๋ากลับออกไป” คือคำขอร้องที่เรียบง่าย แต่มีความหมายต่อชีวิตของสัตว์ป่าอย่างยิ่ง

เมื่อสายน้ำยังใส เมื่อผืนป่ายังเขียว และเมื่อผู้คนเดินทางกลับพร้อมความประทับใจ นั่นคือพลังบวกที่หล่อเลี้ยงหัวใจของผู้พิทักษ์ลมหายใจ ให้ยังคงยืนหยัดทำหน้าที่ต่อไป…อย่างไม่เหน็ดเหนื่อย

📍 ข้อมูลการพักผ่อน และท่องเที่ยวธรรมชาติ น้ำตกโตนงาช้าง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
  • ลักษณะเด่น: มี 7 ชั้น ชั้นที่ 3 มีสายน้ำแยกเป็นสองทางคล้ายงาช้าง, น้ำใสมีปลาพลวงเยอะ
  • กิจกรรม: เล่นน้ำ (ชั้น 1, 2), เดินป่าศึกษาธรรมชาติ, ตั้งแคมป์, พักผ่อนในบรรยากาศร่มรื่น
  • สิ่งอำนวยความสะดวก: ร้านอาหาร, บ้านพัก, ลานกางเต็นท์, มีรถสองแถวจากตลาดหาดใหญ่
  • เวลาทำการ: 09:00 - 16:00 น.
  • ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 20 บาท, เด็ก 10 บาท, ค่าจอดรถ 30 บาท

การเดินทาง:

  • เดินทางจากหาดใหญ่ไปตามถนนเพชรเกษม (หาดใหญ่-รัตภูมิ) ถึงบ้านหูแร่ เลี้ยวเข้าซอยน้ำตกโตนงาช้าง

ข้อควรระวัง:

  • ทางขึ้นชั้นบน ๆ ค่อนข้างชันและอาจมีทาก ควรระมัดระวังและเตรียมพร้อม