หาดทิพย์เจอนี่
ฝึกวิชาชีพ HRD

ปลุกพลังสองมือ: 3 วิชาชีพสร้างสุข
เรามักเชื่อเสมอว่า เรื่องราวที่สัตย์จริงที่สุด ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้ากระดาษ หากแต่ซุกซ่อนอยู่ตามร่องลึกบนฝ่ามือของผู้คน
หากคุณลองกุมมือพี่ป้าน้าอาในชุมชนบ้านเราดูสักครั้ง คุณอาจสัมผัสได้ถึงความสาก ระคาย จากความเหนื่อยยาก หรือรอยด้านจากการทำงานหนักมาค่อนชีวิต แต่นั่นไม่ใช่ตำหนิ... มันคือแผนที่ชีวิตที่งดงาม ซึ่งบ่งบอกถึงความอดทน ความเพียร การยืนหยัดไม่ยอมแพ้ และภายใต้ฝ่ามือคู่นั้นเอง มี “พลังแห่งการสร้างสรรค์” ซ่อนอยู่ พลังที่กำลังรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม จะถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
ในห้วงเวลาที่โลกหมุนเร็วและเศรษฐกิจยากจะคาดเดา หาดทิพย์เลือกที่จะเป็นเพียงองค์กร ที่ค่อย ๆ ก้าวเข้าไปนั่งล้อมวงกับชุมชน ไม่ใช่ในฐานะผู้หยิบยื่นสิ่งของ แต่เป็นเพื่อนคู่คิดที่ช่วยต่อยอดต้นทุนเดิมที่มี ให้กลายเป็นทักษะวิชาชีพที่สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้จริง ผ่าน 3 หมุดหมายแห่งความทรงจำ จากสตูล สู่ปัตตานี ที่ทำให้เราได้ประจักษ์แก่ใจว่า... บางครั้งความรู้เพียงหนึ่งอย่าง อาจหมายถึงความมั่นคงของทั้งครอบครัว

ห้องเรียนแห่งความหวัง ของคุณยายตะกร้า
บรรยากาศยามบ่าย ณ เทศบาลตำบลฉลุง ดูมีชีวิตชีวากว่าทุกวัน ภายใต้การดูแลและสนับสนุนอย่างอบอุ่นจากเจ้าบ้านอย่าง นางสาวเญาวนา วงศ์ชวลิต รองนายกเทศมนตรีตำบลฉลุง และทีมงานเลขานุการ ที่ตั้งใจเปิดพื้นที่แห่งนี้ให้กลายเป็นลานกิจกรรมแห่งความสุข...



เสียงหัวเราะดังแว่วมาแต่ไกลจากลานว่างข้างอาคารเทศบาล ท่ามกลางวงล้อมของผู้สูงวัยที่มีรอยยิ้มเปื้อนหน้า คือ อาจารย์จรินทร์ อนันตศักดิ์ อดีตเรือจ้างผู้เกษียณอายุ ที่กำลังนั่งสาธิตการมัดรวมเส้นพลาสติกหลากสีด้วยความใจเย็นและคุ้นเคย
สำหรับคนที่นี่ การสานตะกร้าไม่ใช่เพียงกิจกรรมฆ่าเวลาของผู้สูงอายุ แต่อาจารย์จรินทร์เปรียบเปรยไว้อย่างน่าสนใจว่า มันคือการสร้างกระเป๋าสตางค์ใบใหม่ให้กับตัวเอง ท่านมุ่งหวังที่จะจุดประกายให้ทุกคนเห็นว่า สองมือที่ดูเหมือนโรยรา ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด
“อย่างน้อยเขาก็สนใจแล้ว... จุดประกายอันแรกก่อน พอเขาสนใจ เริ่มทำ เริ่มรัก มันก็จะก้าวไปข้างหน้าได้”
คำว่า “ก้าวไปข้างหน้า” ของอาจารย์ ไม่ได้หมายถึงแค่การเรียนรู้ทักษะใหม่ แต่คือการมีอาชีพเสริมที่ทำได้จริงที่บ้าน เส้นพลาสติกที่ค่อย ๆ ถูกสานขัดกันไปมาจนแน่นหนา ไม่ต่างอะไรกับรากฐานชีวิตที่ถูกถักทอให้แข็งแรงขึ้นทีละเส้น เมื่อตะกร้าหนึ่งใบเสร็จสมบูรณ์ มันจึงไม่ใช่แค่ภาชนะใส่ของ แต่คือผลผลิตที่พร้อมแปรเปลี่ยนเป็นรายได้ เพื่อดูแลคนในครอบครัวได้ทันที

ดอกไม้ที่ผลิบานเป็นรายได้
ขยับย้ายมาที่ปัตตานี... นอกจากรอยยิ้มของผู้คนแล้ว เรายังสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงของ “เจ้าบ้าน” อย่าง นางอนงค์ คารวนันทน์ นายกเทศมนตรีเมืองรูสะมิแล และนายนันทพล มณีโชติ เลขานุการนายกเทศมนตรี ที่ร่วมแรงร่วมใจเปิดพื้นที่เทศบาลสนับสนุนให้โครงการนี้เกิดขึ้น เพื่อส่งต่ออาชีพดี ๆ สู่มือชาวบ้าน บรรยากาศที่นี่จึงเปลี่ยนจากความแข็งแรงของเส้นพลาสติก มาสู่ความละมุนละไมของลวดกำมะหยี่



ในวันที่แดดจ้าของเมืองรูสะมิแล ดอกไม้เหล่านี้ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ประดับแจกัน แต่กำลังทำหน้าที่เป็นลู่ทางทำกินใหม่ ๆ เป็นงานฝีมือที่ต้นทุนต่ำ แต่มีมูลค่าทางใจและราคาสูง ทักษะเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้จะติดตัวพวกเขาไปตลอด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือเมื่อไหร่ ขอเพียงมีลวดกำมะหยี่อยู่ในมือ พวกเขาก็เหมือนมีเครื่องมือวิเศษที่สามารถเสกโอกาสและเม็ดเงินให้งอกเงยขึ้นมาได้เสมอ


เปลี่ยนรสชาติหลังบ้าน ให้เป็นวิสาหกิจที่ยั่งยืน
ณ ตำบลหนองแรต (ยะหริ่ง) จ.ปัตตานี
เมื่อสายลมพาเรามาถึงตำบลหนองแรต กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของมะพร้าวคั่วและแป้งข้าวเหนียวก็ลอยมาแตะจมูกต้อนรับผู้มาเยือน
ที่นี่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรพื้นถิ่นอย่างมะพร้าวและข้าว แต่ทรัพยากรเหล่านี้จะยิ่งทวีค่าเมื่อถูกแปรรูปด้วยภูมิปัญญาดั้งเดิมในชื่อ “หนุมานคลุกฝุ่น” หรือที่ชาวบ้านเรียกขานในภาษามลายูว่า “กือลีเมาะ ฮาบู” (บางพื้นที่เรียกขนมขี้แมว หรือ ขนมดู)


คุณฮารีมะ มาโซ ตัวแทนชาวบ้าน เล่าให้เราฟังด้วยแววตาเป็นประกายว่า ความลับของขนมดูที่หนองแรต คือ ความกลมกล่อมของมะพร้าว ที่หาทานที่อื่นไม่ได้ แต่โจทย์สำคัญคือคนรุ่นใหม่เริ่มทำขนมชนิดนี้เป็นน้อยลงทุกที การมารวมตัวกันในวันนี้ จึงเป็นการกู้คืนความทรงจำ พร้อม ๆ กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
สิ่งที่น่าประทับใจคือ การเรียนรู้ครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าเตาไฟ แต่ทีมพัฒนาการอำเภอยะหริ่ง ผู้สอน ได้พาชาวบ้านก้าวข้ามจากการเป็นแม่ครัว สู่การเป็นผู้ประกอบการด้วยการสอนตั้งแต่วิธีคำนวณต้นทุนไปจนถึงการตั้งราคาขาย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกครั้งที่ลงแรงกวนขนม มันจะกลายเป็นกำไรที่จับต้องได้จริง

ภาพฝันของที่นี่จึงไปไกลกว่าแค่การขายในหมู่บ้าน คุณซอฟรอน มะนิ ปลัดอำเภอผู้ดูแลพื้นที่ มองเห็นอนาคตที่ชาวบ้านจะรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชน พัฒนาสินค้าจนสามารถส่งออกไปขายภายนอก พร้อมฝากข้อคิดทิ้งท้ายว่า “อยากให้คนรุ่นใหม่หันกลับมามองของดีในบ้านเกิด แล้วมาช่วยกันพัฒนาต่อยอด”
วันนี้ ขนมดูที่หนองแรต จึงไม่ใช่แค่ขนมโบราณ แต่คือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูสู่อนาคตที่ยั่งยืน

มากกว่ากิจกรรม คือ คำสัญญาที่จะเดินเคียงข้างกัน
ภาพรอยยิ้มในวงล้อมการทำขนมและงานฝีมือ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยในสายตาคนภายนอก แต่สำหรับ คุณชีวีนัดดา เผือกใจแก้ว (พี่ช้อน) ผู้อำนวยการพัฒนาทรัพยากรบุคคล แม่ทัพหญิงผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ Inclusive Community Skill Development ภาพเหล่านี้คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น
มันคือภาพสะท้อนของความตั้งใจที่หาดทิพย์ยึดถือมาตลอด... เราไม่ได้มองเรื่องการสงเคราะห์หรือการให้เพียงชั่วคราว แต่เรามองไปถึง “ความยั่งยืน” ที่ทุกคนสามารถยืนหยัดได้ด้วยสองขาของตัวเอง
“เราเชื่อในพลังของก้าวเล็ก ๆ ค่ะ” พี่ช้อนเล่าด้วยแววตาที่มุ่งมั่น “ไม่ว่าจะเป็นการกวนขนมหนุมานคลุกฝุ่นที่หนองแรต หรือการดัดลวดกำมะหยี่ที่รูสะมิแล ทุกอย่างคือการติดอาวุธทางปัญญา ให้พี่น้องของเรานำต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม มาปรับโฉมให้ทันยุคทันสมัย เปลี่ยนจากของดีในชุมชน ให้กลายเป็นรายได้จริงที่เลี้ยงครอบครัวได้”
ภายใต้รอยยิ้มเหล่านี้ คือความมุ่งมั่นในการขยายพื้นที่โอกาสไปสู่พี่น้องชาวใต้ให้ได้มากที่สุด ผ่านปรัชญา "หาดทิพย์ เคียงข้าง ผูกพัน" ที่เรายึดถือมาโดยตลอด เพื่อร่วมโอบอุ้มพี่น้องในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ผู้ด้อยโอกาส ที่เรามุ่งเน้นการสร้างอาชีพให้มีรายได้ที่มั่นคง ดังเช่น 2 โครงการนำร่องที่ผ่านมา กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่เราเตรียมแผนเข้าไปให้ความรู้ด้านตลาดแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกความจริง ไปจนถึงกลุ่มเด็กและเยาวชน ผ่านกิจกรรมที่เราได้เริ่มปูรากฐานไว้ตั้งแต่ปีก่อน



วิชาชีพ... สมบัติที่ไม่มีวันหมด
การเดินทางผ่านตัวหนังสือครั้งนี้จบลงด้วยความอิ่มเอมใจ...
เราได้เห็นแล้วว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดที่หาดทิพย์และพันธมิตรตั้งใจมอบให้ ไม่ใช่วัตถุสิ่งของที่ใช้แล้วหมดไป แต่คือ “ทักษะ” ที่จะติดตัวพี่น้องชาวบ้านไปตลอดชีวิต ไม่ว่าวันพรุ่งนี้โลกจะหมุนเปลี่ยนไปในทิศทางใด วิชาชีพในมือคู่นั้นจะยังคงอยู่ พร้อมที่จะถูกหยิบมาใช้เพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และดูแลคนที่พวกเขารักได้เสมอ
หาดทิพย์ขอเป็นเพียงเพื่อนร่วมทางที่คอยเฝ้ามองและสนับสนุน เพื่อให้ทุกสองมือของคนบ้านเราแข็งแรงพอที่จะโอบอุ้มอนาคตของตัวเอง... ด้วยความภาคภูมิใจ