Haadthip Journey
รางวัลแห่งแรงบันดาลใจ “อนุสรณ์สงขลานครินทร์” 57 ปี หาดทิพย์ “เคียงข้าง ผูกพัน”

รางวัลแห่งแรงบันดาลใจ “อนุสรณ์สงขลานครินทร์” 57 ปี หาดทิพย์ “เคียงข้าง ผูกพัน”
ปฐมบทแห่งการให้ ถือประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง
บนดินแดนด้ามขวานที่ขนาบด้วยสองฝั่งมหาสมุทร ดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งความหลากหลาย ทั้งวิถีชีวิต วัฒนธรรม และทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ ทว่าในขณะเดียวกัน พื้นที่แห่งนี้ก็มักถูกทดสอบด้วยความท้าทายจากวิกฤตและภัยธรรมชาติอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอุทกภัยหรือความยากลำบากครั้งใหญ่เพียงใด สิ่งหนึ่งที่คอยโอบอุ้มและหล่อเลี้ยงให้ภาคใต้ยังคงหยัดยืนอย่างเข้มแข็งได้เสมอ คือ “จิตวิญญาณแห่งการเกื้อกูล” ความผูกพันของผู้คนที่มองแผ่นดินนี้เป็นบ้าน และพร้อมที่จะยื่นมือช่วยเหลือโดยไม่เคยทอดทิ้งกันในยามยาก
การให้และแบ่งปันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่น้ำใจชั่วข้ามคืน แต่คือรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมสังคมภาคใต้ให้เติบโตอย่างยั่งยืน และหากจะกล่าวถึงรางวัลเกียรติยศสูงสุดที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเชิดชู รำลึก และสะท้อนภาพจิตวิญญาณแห่งการทำเพื่อส่วนรวมนี้ให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนที่สุด "รางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์" คือรางวัลแห่งเกียรติยศนั้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ได้บอกเล่าถึงจุดเริ่มต้นและเจตนารมณ์อันแรงกล้าของรางวัลนี้ว่า จัดตั้งขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ผู้ทรงเป็นศูนย์รวมใจของชาวสงขลานครินทร์ โดยมีหัวใจสำคัญคือการสืบสานพระราชปณิธานที่ทรงสอนให้ "ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง" รางวัลนี้จึงเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งการยกย่องบุคคลหรือองค์กรที่อุทิศตนทำประโยชน์เพื่อสังคมภาคใต้ในลักษณะของจิตอาสา ซึ่งไม่ใช่เพียงการทำตามหน้าที่การงานปกติ แต่คือการลงมือทำด้วยใจ จนเกิดผลกระทบเชิงบวกในการช่วยเหลือและพัฒนาพื้นที่อย่างแท้จริง
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รางวัลอันทรงเกียรตินี้มักถูกพิจารณามอบเพื่อเชิดชูเกียรติแก่ “บุคคล” ผู้เป็นปูชนียบุคคลหรือแบบอย่างของสังคมที่ผู้คนรู้จักกันดีในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ชนบทผู้อุทิศชีวิตเพื่อผู้ป่วย นักวิจัยผู้สร้างนวัตกรรม หรือผู้นำที่พลิกฟื้นวิถีชีวิตชุมชน


ดังเช่นตัวอย่างอันทรงคุณค่าของผู้ที่ได้รับรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ในปี 2568 ที่ผ่านมา คือ นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ผู้มุ่งมั่นอุทิศตนเพื่อสังคมในการส่งเสริมและวางรากฐานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในท้องถิ่น โดยเฉพาะในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาภาคใต้ อีกทั้งยังเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาจิตวิญญาณของคนไทย ผ่านการศึกษาและเผยแพร่ธรรมะเชิงประยุกต์ให้รับกับสังคมยุคใหม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยสร้างความภาคภูมิใจในถิ่นกำเนิด แต่ยังทำหน้าที่สื่อสารภูมิปัญญาจากภาคใต้สู่เวทีระดับชาติและนานาชาติ การได้รับรางวัลนี้จึงมีน้ำหนักและความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในฐานะเครื่องการันตีถึงการเป็น "ต้นแบบ" ของผู้ที่ทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

รางวัลอันทรงเกียรติ กับคุณค่าที่ส่งต่อสู่สังคมภาคใต้
สำหรับ"รางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์" ประจำปี 2569 ในปีนี้ มอบให้แก่บุคคลและองค์กร ที่อุทิศตนสร้างประโยชน์และเป็นแบบอย่างในการทำความดีเพื่อชุมชนภาคใต้ ความหมายของรางวัลนี้ อยู่ที่การได้เห็นความมุ่งมั่นที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาชุมชน หรือการยกระดับคุณภาพชีวิต ได้รับการประจักษ์และยอมรับ รางวัลนี้จึงเปรียบเสมือนกำลังใจสำคัญให้มุ่งมั่นทำสิ่งดี ๆ ต่อไป เพราะสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมากกว่าตัวรางวัล คือการได้เห็นผู้คนและสังคมภาคใต้ เติบโตและก้าวเดินไปพร้อมกันอย่างเข้มแข็ง
สำหรับปีนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้พิจารณามอบรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ เพื่อเป็นต้นแบบอันทรงคุณค่าและเป็นแรงบันดาลใจให้อนุชนรุ่นหลัง โดยผู้ที่เข้ารับพระราชทานโล่เกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจในรางวัลประเภทบุคคล ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา และจ่าโท โกเมศร์ ทองบุญชู


โดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา คือปูชนียบุคคลทางการแพทย์ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบบการศึกษาและฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทางด้านประสาทศัลยศาสตร์ของไทย ท่านยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยยาวนานถึง 10 ปี โดยผลักดันบทบาทของมหาวิทยาลัยในการพัฒนาภาคใต้ ทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และพหุวัฒนธรรม ผ่านโครงการระดับประเทศอย่างศูนย์สุขภาพนานาชาติอันดามัน และการผลิตแพทย์เพื่อบริการการแพทย์ปฐมภูมิ


อีกท่านคือ จ่าโท โกเมศร์ ทองบุญชู อดีตข้าราชการกองทัพเรือและนักขับเคลื่อนชุมชนชาวนครศรีธรรมราช ผู้มีจิตสาธารณะและอุทิศตนทำงานด้านการจัดการภัยพิบัติมานานกว่า 22 ปี ท่านคือผู้ก่อตั้งเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติที่ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญทั่วภาคใต้ เป็นผู้พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมอาสาสมัครภาคประชาชน และร่วมมือกับ ม.อ. นำเทคโนโลยีโดรนมาประยุกต์ใช้ในการรับมือภัยพิบัติ สร้างความเข้มแข็งให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
และสำหรับรางวัลประเภทองค์กร ในปีนี้คณะกรรมการได้เล็งเห็นถึงความทุ่มเทและพิจารณามอบรางวัลให้แก่ บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน)


องค์กรธุรกิจแห่งแรก กับความทุ่มเทที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ
ตลอดประวัติศาสตร์ของการมอบรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ผู้ที่ได้รับรางวัลประเภทองค์กรในอดีตล้วนเป็นองค์กรสาธารณกุศลทั้งสิ้น การที่ บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับพิจารณาให้เข้ารับพระราชทานรางวัลในปีนี้ จึงนับเป็น "องค์กรธุรกิจแห่งแรก" ในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเกียรติยศอันสูงสุดนี้
การที่องค์กรธุรกิจได้รับการเชิดชูเกียรติเทียบเคียงกับบุคคลและองค์กรสาธารณกุศลผู้เป็นปูชนียบุคคล สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ หาดทิพย์ทำมาตลอด 57 ปี ได้รับการเล็งเห็นอย่างลึกซึ้ง ว่าไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจกรรมเพื่อสังคมทั่วไป แต่มันคือการก้าวข้ามกรอบของการทำธุรกิจ ไปสู่การเป็น "ภารกิจหลัก" ที่หลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจองค์กร ภายใต้กรอบการทำงานด้านความยั่งยืนที่ยึดมั่นในคำว่า "เคียงข้าง ผูกพัน" (Together for Good) ซึ่งเป็นเสมือนพันธสัญญาในการดูแลบ้านเกิดและพี่น้องชาวใต้
ดร.นิวัติ ได้สะท้อนถึงความโดดเด่นขององค์กรแห่งนี้ว่า มีการทำงานที่เป็นระบบและมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ การจัดการขยะและบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การดูแลกลุ่มเปราะบาง การมอบทุนการศึกษา หรือการสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งหาดทิพย์ได้ทำสิ่งเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่องยาวนานตลอด 57 ปี เปรียบเสมือนภารกิจหลักที่ออกมาจากความตั้งใจจริงในการดูแลสังคม และร่วมทุกข์ร่วมสุขกับชาวใต้ในทุกสถานการณ์
ท่านอธิการบดี ยังได้เน้นย้ำถึง “พลังของความร่วมมือ” ว่าการที่สถาบันการศึกษาอย่าง ม.อ. ได้สานพลังร่วมกับภาคเอกชนอย่างหาดทิพย์ คือต้นแบบของการผนึกกำลังที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ซึ่งไม่เพียงแต่เกิดประโยชน์ในภาคใต้ แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติโดยรวมอีกด้วย


ภาคใต้ไม่ใช่แค่พื้นที่ธุรกิจ แต่คือ "บ้าน"
คำกล่าวของท่านอธิการบดี สะท้อนภาพทับซ้อนอย่างสมบูรณ์แบบกับปณิธานการทำงานของหาดทิพย์ โดย พลตรี พัชร รัตตกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.หาดทิพย์ ได้ถ่ายทอดถึงแก่นแท้ขององค์กรไว้ว่า "สำหรับหาดทิพย์ ภาคใต้ไม่ใช่เพียงพื้นที่ดำเนินธุรกิจเพื่อแสวงหาผลกำไร แต่เราถือว่าภาคใต้เป็น บ้าน ที่ทุกคนอาศัยอยู่ร่วมกัน"
เมื่อภาคใต้คือบ้าน การดูแลสมาชิกในครอบครัวใหญ่หลังนี้จึงก้าวข้ามคำว่าหน้าที่ แต่กลายเป็นความรับผิดชอบที่ฝังรากลึกอยู่ในหัวใจ ภายใต้แนวคิด "เคียงข้าง ผูกพัน" ซึ่งสำหรับหาดทิพย์แล้ว คำนี้ไม่ใช่เพียงสโลแกนหรือคำพูดสวยหรู แต่คือ "พันธสัญญา" ที่ยึดถือมาโดยตลอด


ในฐานะผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มเครือโคคา-โคล่า ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ หาดทิพย์มุ่งสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน โดยมีเข็มทิศนำทางผ่านพันธกิจสำคัญ 2 ประการ มิติแรกคือ "เพื่อบ้านของเรา" (Homeland Uplifting) ที่มุ่งส่งเสริมความเป็นอยู่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน เพื่อสร้างรากฐานความเข้มแข็งทางสังคม โดยเริ่มต้นดูแลจากบ้านเกิดคือภาคใต้ และพร้อมขยายพลังแห่งการให้นี้สู่พื้นที่อื่น ๆ ของประเทศไทย ควบคู่ไปกับมิติที่สอง "เพื่อโลกของเรา" (Global Citizenship) ที่มุ่งแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน


พันธกิจทั้งสองประการนี้ เป็นเสมือนกรอบทิศทางที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ เพราะหาดทิพย์ตระหนักดีว่าความสำเร็จทางธุรกิจ ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงระดับโลกจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ต้องเริ่มสร้างจากพลังของชุมชนในระดับฐานราก “เคียงข้าง ผูกพัน” จึงเป็นคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นของครอบครัวหาดทิพย์ ในการก้าวเดินสู่การเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มที่ใส่ใจความยั่งยืน และพร้อมร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยและโลกใบนี้ไปด้วยกัน


สองมือที่ลงมือทำ สร้างอนาคตผ่านการศึกษาและกีฬา
จากแนวคิดที่มองภาคใต้เป็นบ้าน พลตรี พัชร ได้เล่าถึงการดำเนินโครงการเพื่อส่วนรวมในหลากหลายด้าน เพื่อดูแล "คน" ในทุกช่วงวัย หากหลับตานึกถึงภาพความผูกพันที่ผ่านมา ภาพที่ชัดเจนที่สุดในด้านการศึกษา คือความตื้นตันใจของน้องๆ นักศึกษาใน "โครงการต้นกล้าสงขลานครินทร์" ที่หาดทิพย์ร่วมกับ ม.อ. และโครงการของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มอบทุนและดูแลสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจนพวกเขาได้สวมชุดครุยสำเร็จการศึกษา เป็นกำลังสำคัญของสังคมต่อไป รวมถึงความอบอุ่นภายในองค์กรผ่านการมอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงานเป็นประจำทุกปี


ในขณะเดียวกัน ด้านกีฬาและความสามัคคี ภาพรอยยิ้มและหยาดเหงื่อของเยาวชนนับพันคนบนสนามหญ้าสีเขียว ในการแข่งขัน "ฟุตบอลเยาวชนหาดทิพย์" ที่จัดครอบคลุมพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ คือบทพิสูจน์ของการใช้กีฬาเป็นสื่อกลางทลายกำแพงข้อจำกัดทางเชื้อชาติและศาสนา เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ทุกคนได้มาวิ่งไล่ตามความฝันบนสนามเดียวกันอย่างเท่าเทียม


ยามวิกฤต ไม่เคยทิ้งกัน ผสานกำลังคนและ Data
เมื่อยามที่บ้านหลังนี้ต้องเผชิญกับวิกฤต ความผูกพันยิ่งฉายภาพชัดเจน พลตรี พัชร เล่าว่า พื้นที่ภาคใต้มักต้องเผชิญกับอุบัติภัยเกือบทุกปี ภาพที่พี่น้องชาวใต้คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเมื่อเกิดภัยพิบัติ คือภาพของพนักงานจิตอาสาในเสื้อสีแดง และขบวนรถบรรทุกสีแดงของหาดทิพย์ ที่พร้อมลุยฝ่ากระแสน้ำเข้าไปส่งมอบน้ำดื่มและถุงยังชีพให้ถึงมือผู้ประสบภัยเป็นกลุ่มแรกๆ เสมอ หาดทิพย์ตระหนักถึงหน้าที่ในการบรรเทาสาธารณภัยให้พี่น้องชาวใต้ให้ได้มากที่สุด ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาตั้งแต่เหตุการณ์สึนามิปี 2547 จนถึงอุทกภัยใหญ่หาดใหญ่ บริษัทจึงมีความพร้อมทั้งยานพาหนะ บุคลากร และทรัพยากรที่สามารถลงพื้นที่บรรเทาความทุกข์ได้ทันที
หัวใจสำคัญที่ทำให้การช่วยเหลือส่งตรงถึงมือผู้ที่เดือดร้อนที่สุดก่อนเสมอ คือการ "ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์" โดย หาดทิพย์ทำงานร่วมกับศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ ของ ม.อ. นำข้อมูล (Data) ที่แม่นยำมาวิเคราะห์และประเมินว่า พื้นที่ใดมีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การผสานทรัพยากรด้านกำลังคนของหาดทิพย์ เข้ากับจุดแข็งด้านระบบข้อมูลของ ม.อ. จึงทำให้การช่วยเหลือภัยพิบัติเป็นไปอย่างแม่นยำและทันท่วงทีที่สุด

เครื่องเตือนใจให้มุ่งมั่นทำดี
จากปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนกที่ทรงย้ำเตือนเรื่อง "ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง" สู่การลงมือทำจริงอย่างไม่ย่อท้อตลอด 57 ปีของหาดทิพย์
พลตรี พัชร ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงความรู้สึกในฐานะตัวแทนขององค์กรว่า การได้รับรางวัลอนุสรณ์สงขลานครินทร์ ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของครอบครัวหาดทิพย์
"รางวัลนี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้พนักงานทุกคนพึงระลึกเสมอว่า แม้การทำงานเพื่อสังคมจะเป็นการ ปิดทองหลังพระ โดยไม่ได้มุ่งหวังชื่อเสียง แต่อย่างไรก็ยังมีคนเห็น"
รางวัลแห่งเกียรติยศนี้ จึงไม่ใช่เพียงโล่ประกาศเกียรติคุณ แต่คือคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นของหาดทิพย์ ที่จะมุ่งมั่นทำความดี สร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และยืนหยัดที่จะก้าวเดิน "เคียงข้าง ผูกพัน" เติบโตไปพร้อมกับพี่น้องชาวใต้ตลอดไป