สืบทอดหลังจอผ้าขาว บันทึกเรื่องราว พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง : หนังสุชาติ ทรัพย์สิน

14 October 2026
สืบทอดหลังจอผ้าขาว บันทึกเรื่องราว พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง : หนังสุชาติ ทรัพย์สิน

หากคุณถือหนังสือนำเที่ยวฉบับภาษาต่างประเทศ แล้วเปิดหาสถานที่สำคัญในจังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจาก “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ที่ยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่แล้ว หมุดหมายสำคัญที่ชาวต่างชาติจากทั่วโลกดั้นด้นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาชมให้ได้สักครั้ง คือบ้านไม้ร่มรื่นหลังหนึ่งในซอยศรีธรรมโศก 3

เรื่องที่น่าแปลกและชวนให้ตั้งคำถามในใจลึก ๆ คือ สถานที่แห่งนี้กลับเป็นที่รู้จักของคนต่างชาติ มากกว่าคนในพื้นที่เสียอีก... หลายคนอาจเคยขับรถผ่าน แต่ไม่เคยรู้เลยว่า หลังกำแพงบ้านหลังนี้ คือที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน พื้นที่ที่เก็บศิลปะภาคใต้เอาไว้อย่างสมบูรณ์ที่สุด

การเดินทางมาเยือนในครั้งนี้ เรามีความโชคดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสนั่งลงพูดคุยกับ พี่โฉ้ง-อาจารย์วาที ทรัพย์สิน ทายาทรุ่นที่ 2 ของคุณพ่อสุชาติ ทรัพย์สิน (ศิลปินแห่งชาติ) ท่ามกลางบรรยากาศของบ้านไม้ที่เวลาคล้ายจะเดินช้าลง พี่โฉ้งได้เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดให้เราฟังด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ พาเราย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ประวัติศาสตร์ชีวิตของคุณพ่อ ไปจนถึงทุกรอยสลักบนตัวหนังที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา

ต้นธารแห่งเงา รากเหง้าของหนังตะลุง

พี่โฉ้งเริ่มต้นบทสนทนาด้วยการชวนเราไปทำความรู้จักกับรากเหง้าที่แท้จริงของ หนังตะลุง ซึ่งด้วยความที่พี่โฉ้งเรียนจบมาทางด้านโบราณคดี มุมมองในการเล่าเรื่องจึงลึกซึ้งและมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มารองรับอย่างน่าสนใจ พี่โฉ้งอธิบายว่า หากสืบสาวรอยทางอย่างแท้จริง ศิลปะการเชิดเงาบนจอผ้าขาวนี้ เดินทางมาพร้อมกับสายลมทะเลและเส้นทางการค้าของพ่อค้าชาวอินเดีย ที่ล่องเรือเข้ามาเทียบฝั่งสู่หัวเมืองท่าของภาคใต้

ส่วนคำว่า "หนังตะลุง" นั้น มีข้อสันนิษฐานที่งดงามอยู่ 2 ทาง ทางหนึ่งเชื่อว่าเพี้ยนมาจากคำเรียกในภาษาอินเดียที่มีหลากหลายชื่อ เช่น "ตะลูกุ" หรือ "ตารูปูลาวา" จนเพี้ยนมาเป็นตะลุง แต่อีกข้อสันนิษฐานหนึ่งที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของวิถีชีวิต คือคำว่า "หนังตา-ลุง" เพราะในอดีต การเล่นหนังไม่ได้เล่นคนเดียว แต่เป็นเสมือนพิธีกรรมที่คนเฒ่าคนแก่ ทั้ง "ตา" และ "ลุง" มักมารวมตัวกันช่วยกันเล่นเพื่อชุมชน เป็นความอบอุ่นที่ส่งผ่านแสงเงามาแต่โบราณ

แลกเครื่องมือหาเลี้ยงชีพ เพื่อเข้าเฝ้าฯ พระราชา

เรื่องราวที่ทำให้เราถึงกับนิ่งฟังอย่างตั้งใจ คือประวัติชีวิตของคุณพ่อสุชาติ ทรัพย์สิน ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับ พี่โฉ้งเล่าว่าในยุคที่ผู้คนหากไม่ทำสวนยางก็ต้องออกเรือประมง คุณพ่อเกิดมาในครอบครัวที่ไม่มีที่ดินทำกิน จึงเลือกใช้สองมือและพรสวรรค์ที่ "ครูพักลักจำ" มาเลี้ยงชีพด้วยการตอกหนังและเชิดหนังตะลุง เพื่อสร้างเนื้อสร้างตัว

จุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นพลังใจสำคัญของครอบครัวทรัพย์สินเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2527 เมื่อคุณพ่อได้รับโอกาสให้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ด้วยความที่ไม่มีเงินทองมากมาย คุณพ่อจึงตัดสินใจนำ “เครื่องมือทำมาหากิน” ทั้งหมด ทั้งรูปหนังและเครื่องดนตรี ไปถวายแด่พระองค์ท่านเพื่อแลกกับโอกาสในการแสดงถวายหน้าพระพักตร์

วันนั้น ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงในการซักถามประวัติของตัวละครทุกตัว ก่อนจะทรงมีกระแสพระราชดำรัสว่า... "ขอบใจนายหนังที่รักษาของเก่าไว้ให้ อย่าหวงวิชา ช่วยเผยแพร่ ช่วยถ่ายทอด" ประโยคสั้น ๆ นี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ลุงสุชาติตัดสินใจเปลี่ยนบ้านของตนเองให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อส่งต่อความรู้และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่น

กาลเวลาที่ซ่อนตัว สมบัติล้ำค่าแห่งเงาหนังร้อยปี

ระหว่างที่พูดคุย พี่โฉ้งพาเราเดินลัดเลาะเข้าไปในตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ เพื่อชมมุมจัดแสดงที่เวลาคล้ายจะหยุดนิ่ง พี่โฉ้งยืนยันด้วยความภูมิใจว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้คือสถานที่ที่เก็บรักษารูปหนังตะลุงโบราณที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยเอาไว้

รูปหนังอายุกว่า 100 ปีเหล่านี้ผ่านแสงไฟและจอผ้าขาวมานับครั้งไม่ถ้วน ร่องรอยการฉลุลายที่ละเอียดอ่อนและสีสันที่กลมกลืนไปตามกาลเวลา ยิ่งเพิ่มมนต์ขลังและบอกเล่าถึงความประณีตของช่างฝีมือในอดีต การได้มองรูปหนังโบราณเหล่านี้ผ่านคำบอกเล่าของพี่โฉ้ง ทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงจากคนรุ่นก่อน มาสู่ผู้คนในยุคปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้ง

ตำนานการแลกเปลี่ยนข้ามโลก และการเดินทางของ หนุมาน

ความพิเศษของคณะหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้ชาวต่างชาติเสมอมา คือการทำงานที่ผสานกันอย่างสมบูรณ์แบบในภาพ "พ่อเล่นหนัง ลูกแกะหนัง" เมื่อคุณพ่อเป็นผู้เชิดร่ายมนต์เสน่ห์อยู่หน้าจอ พี่โฉ้งก็จะนั่งตอกฉลุลายโชว์กันสด ๆ ทำให้ผู้ชมได้เห็นทั้งกระบวนการสร้างสรรค์และการแสดงไปพร้อมกัน

และจากความมุ่งมั่นในการเดินทางไปแลกเปลี่ยนศิลปะในต่างแดน พี่โฉ้งบอกกับเราว่า "หนังตะลุงที่มีในโลกนี้ อยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้หมดแล้ว" โดยเฉพาะคอลเลกชันรูป "หนุมาน" ที่รวบรวมมาจากกว่า 10 ประเทศทั่วโลก (อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย จีน มาเลเซีย ลาว) สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ รูปหนังนานาชาติเหล่านี้ ไม่ได้มาจากการใช้เงินซื้อหา แต่มาจากการที่พี่โฉ้งนำ "รูปหนังตะลุงของไทย" เดินทางไปขอแลกเปลี่ยน

พี่โฉ้งเล่าปนรอยยิ้มว่า มันคือการใช้ศิลปะแลกศิลปะ อย่างเหตุการณ์ที่ประเทศลาว เพื่อให้ได้หนุมานชิ้นเอกที่หายากจากศิลปินหนังตะลุงคนสุดท้ายของลาว พี่โฉ้งยอมนำรูปหนังชั้นครูของไทยถึง 5 ตัว (รวมถึงไอ้เท่งและไอ้หนูนุ้ย) ไปแลกกับหนุมานเพียงตัวเดียว เพื่อเติมเต็มจิ๊กซอว์ทางประวัติศาสตร์ให้สมบูรณ์ และประกาศให้โลกเห็นถึงความวิจิตรของงานศิลป์ไทย

จังหวะหัวใจแห่งภาคใต้ ดนตรี เครื่อง 5 โบราณ

พี่โฉ้งยังเล่าถึงอีกหนึ่งความภูมิใจ ที่ทำให้ชาวต่างชาติทึ่งและยกย่องคณะหนังตะลุงสุชาติ ทรัพย์สิน นั่นคือความแน่วแน่ที่จะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตามกระแสนิยม ในขณะที่คณะอื่น ๆ หันไปใช้คีย์บอร์ดหรือกีตาร์ไฟฟ้า ที่นี่ยังคงยืนหยัดใช้ดนตรี "เครื่อง 5 แบบโบราณ" ซึ่งเปรียบเสมือนอวัยวะสำคัญที่สูบฉีดเลือดเนื้อให้ตัวหนังมีชีวิต :

  • ฉิ่ง : ผู้คุมจังหวะก้าวเดินของเรื่องราว สอดรับกับโหม่งอย่างมีระเบียบ
  • โหม่ง : เสียงกังวานที่คอยบรรเลงประกอบการร้องกลอนและให้สัญญาณ
  • ทับ (โทนหนังตะลุง) : หัวใจหลักของการเชิดหนัง เครื่องตีที่คุมทั้งจังหวะและทำนองหลักให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า
  • ปี่ : สายลมที่ถ่ายทอดอารมณ์ โหยหวน หรือเบิกบาน รับส่งเสียงร้องของนายหนัง
  • กลอง (กลองตุ๊ก) : จังหวะแห่งความเร้าใจ ใช้ตีสอดขัดจังหวะเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน
การถือครองภูมิปัญญาอย่างมีเกียรติ

ตลอดการพูดคุย เราสัมผัสได้ถึงปรัชญาที่พี่โฉ้งพร่ำสอนและลงมือทำมาตลอด ปัจจุบันพี่โฉ้งได้เข้ามาต่อยอดให้ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่เก็บของเก่า แต่เป็น "แหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต" ที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งและพลังใจให้กับคนในชุมชน

พี่โฉ้งย้ำกับเราว่า การฉลุลายหนังตะลุงคือศิลปะแห่งความเนิบช้า เป็นการฝึกสติขั้นสูง เพราะทุกรอยตอกคือ "ขาดแล้วขาดเลย" หากพลาดจะไม่สามารถนำกลับมาเชื่อมต่อได้ใหม่ ทุกจังหวะที่ลงมีดจึงต้องมีสมาธิและรู้ตัวเสมอ ความประณีตนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความสวยงาม แต่คือ "การถือครองภูมิปัญญาอย่างมีเกียรติ" เพื่อส่งต่อความเคารพในวิชาชีพ และทำให้เด็กรุ่นใหม่ภูมิใจในสิ่งที่มี

เปิดประตูสู่โลกแห่งเงา คำเชิญชวนใต้ร่มไม้ใหญ่

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน ในวันนี้ จึงไม่ใช่เพียงอาคารที่เก็บรักษารูปหนังเก่าแก่ที่ไร้ชีวิต แต่คือ "บ้าน" ที่ยังคงมีลมหายใจ มีเสียงตอกสิ่วลงบนแผ่นหนังอย่างเนิบช้า และมีเสียงกลอนหนังตะลุงที่พร้อมจะก้องกังวานเพื่อส่งต่อภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น

หากวันใดที่คุณมีโอกาสเดินทางมาเยือนจังหวัดนครศรีธรรมราช อยากเชิญชวนให้ลองปรับจังหวะชีวิตที่เร่งรีบให้ช้าลงสักนิด แล้วแวะเวียนเข้าไปในซอยศรีธรรมโศก 3 แล้วก้าวเท้าเข้าไปใต้ร่มไม้ใหญ่แห่งนี้

ไปนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวกับ "พี่โฉ้ง" ไปสัมผัสรอยสลักบนตัวหนังอายุกว่าร้อยปี ไปชื่นชมรูปหนุมานที่เดินทางข้ามพรมแดนมาจากหลากหลายประเทศ และไปซึมซับความภาคภูมิใจของการรักษา "รากเหง้า" อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี

เพราะที่สุดแล้ว การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งและยั่งยืนที่สุด อาจเริ่มต้นง่าย ๆ เพียงแค่การก้าวเท้าเข้าไปทำความรู้จัก ชื่นชม และช่วยกันเป็นกระบอกเสียงบอกเล่าเรื่องราวความงดงามเหล่านี้ต่อไป เพื่อให้แสงไฟหลังจอผ้าขาว และศิลปะแห่งเงาของภาคใต้ ยังคงโลดแล่นและเป็นความภูมิใจของพวกเราทุกคนตลอดไป

ช่องทางการติดต่อและเยี่ยมชม : พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน

ที่อยู่ : 89-97 ถนนศรีธรรมโศก ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000

โทรศัพท์ : 0 7534 6394

เปิดให้เข้าชมฟรี! (ไม่มีค่าใช้จ่าย)