"เพราะที่นี่ไม่เคยท่วม" เมื่อประสบการณ์ในอดีต ใช้รับมือกับภัยธรรมชาติวันนี้ไม่ได้อีกต่อไป

30 September 2026
"เพราะที่นี่ไม่เคยท่วม" เมื่อประสบการณ์ในอดีต ใช้รับมือกับภัยธรรมชาติวันนี้ไม่ได้อีกต่อไป

โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงและชัดเจนกว่าที่เคย ในช่วงปีที่ผ่านมา เราได้ประจักษ์ถึงปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศที่แปลกประหลาดทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่คลื่นความร้อนที่แผดเผาทำลายสถิติในหลายทวีป พายุที่ก่อตัวรุนแรงผิดปกติ ไปจนถึงอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ในพื้นที่แห้งแล้งที่แทบไม่เคยมีฝน สัญญาณวิกฤตเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงภาพข่าวจากต่างแดนที่เรานั่งดูผ่านหน้าจออีกต่อไป แต่กำลังคืบคลานเข้ามาสร้างผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทย เราเริ่มเห็นฤดูกาลที่บิดเบี้ยว ภัยแล้งที่ยาวนานสลับกับพายุที่รุนแรงแบบตั้งตัวไม่ติด

และเมื่อมองกลับมาที่ "ภาคใต้" บ้านของเรา ความแปรปรวนนี้ยิ่งสัมผัสได้ชัดเจนอย่างยิ่ง ฤดูมรสุมที่ชาวใต้เคยคุ้นชินและคาดเดาได้ตามวิถีชีวิตดั้งเดิมกลับผิดเพี้ยนไป นำมาซึ่งปริมาณฝนที่ตกหนักแบบฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากที่พร้อมจะสร้างความสูญเสียในพริบตา จนทำให้พื้นที่ที่เราเคยเชื่อมั่นมาตลอดว่า "ปลอดภัย" กลับกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงอย่างคาดไม่ถึง

บริบทแห่งสายน้ำ สู่สภาวะ "โลกเดือด" และ Rain Bomb

อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส คือดินแดนที่ผูกพันกับ "ลุ่มน้ำสายบุรี" สายน้ำแห่งชีวิตความยาว 195 กิโลเมตร ที่มีต้นน้ำจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ไหลผ่านพื้นที่ป่าลาดชัน (สุคิริน จะแนะ ศรีสาคร รือเสาะ จังหวัดนราธิวาส) ทอดแนวยาวสู่อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ก่อนจะออกทะเลที่ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

ด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีเทือกเขาสูงตระหง่านขนาบอยู่ทางด้านหนึ่ง และมีแม่น้ำทอดตัวอยู่อีกด้าน การอยู่ร่วมกับสายน้ำจึงถือเป็นวิถีชีวิตที่ผูกพันกับชาวศรีสาครมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ "น้ำท่วมตามฤดูกาล" เป็นเสมือนเรื่องธรรมดาที่แวะเวียนมาทุกปี ความคุ้นเคยนี้หล่อหลอมให้ชาวบ้านเกิดความเคยชินและคิดเสมอว่า "ไม่เป็นไร มันก็แค่เรื่องปกติ เดี๋ยวระดับน้ำก็ลดลงเหมือนทุกครั้ง"

แต่ทว่า ในระยะหลัง ธรรมชาติกลับส่งสัญญาณที่ต่างออกไป ความสงบร่มเย็นถูกท้าทายด้วยความเกรี้ยวกราดที่ทวีคูณเกินกว่าภาพจำที่ผู้คนแถวนั้นเคยรู้จัก มวลน้ำป่าที่หลากมาอย่างรุนแรงในเหตุการณ์ล่าสุด ได้เข้ามาทำลายความเชื่อดั้งเดิมและความชะล่าใจจนหมดสิ้น เป็นบทพิสูจน์ที่แน่ชัดว่า ธรรมชาติที่พวกเขาเคยคุ้นชิน "ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป"

เบื้องหลังความเกรี้ยวกราดนี้ คือผลพวงจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นสภาวะ "โลกเดือด" และปรากฏการณ์ฝนตกเฉพาะถิ่นอย่างหนัก หรือ "Rain Bomb" ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมมาตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือประมาณ 200 ปีที่แล้ว ปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้สภาพอากาศแปรปรวนอย่างรวดเร็วและรุนแรงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลให้พื้นที่ป่าลาดชันอย่างศรีสาครต้องเผชิญกับน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจนกลายเป็นวิกฤตที่หนักหนากว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมรับมือกับความแปรปรวนที่คาดเดาไม่ได้ ทีมวิจัยจากศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) จึงได้ทุ่มเทศึกษาปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการนำผลงานวิชาการและองค์ความรู้ ลงมาช่วยให้ชุมชนสามารถเตรียมรับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซึ่งในปัจจุบัน ทีมวิจัย ม.อ. ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงเพื่อขับเคลื่อนโมเดลต้นแบบการรับมือภัยพิบัติร่วมกับชาวบ้านอยู่ที่ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส โดยมี หาดทิพย์ ร่วมให้การสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งในภารกิจนี้

เสียงจากพื้นที่ เมื่อประสบการณ์ในอดีตใช้ไม่ได้อีกต่อไป

จากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านในอำเภอศรีสาคร จูมัง-สุไลมาน ลงบิง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตำบลศรีสาคร และเป็นหนึ่งในอาสาสมัครได้บอกเล่าความทรงจำอันฝังลึกถึงเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน 2567 วิกฤตที่ทำลายความเชื่อดั้งเดิมของชุมชนไปอย่างสิ้นเชิง

จูมังเล่าให้เราฟังว่า จากเดิมที่คนเฒ่าคนแก่คุ้นเคยกับระดับน้ำท่วมสูงสุดเพียงแค่ระดับเอว แต่วิกฤตครั้งนั้น มวลน้ำป่าไหลหลากมาตูมเดียวอย่างเชี่ยวกราก ท่วมมิดหลังคาบ้านชั้น 1 และไต่ระดับขึ้นไปสูงถึงหน้าอกของชั้น 2 อย่างรวดเร็ว บ้านเรือนริมคลองได้รับผลกระทบอย่างหนัก ถนนหนทางถูกตัดขาด และที่น่าเศร้าสลดที่สุดคือการพรากชีวิตคนในพื้นที่ไปอย่างไม่มีวันกลับ เหตุการณ์นี้สะท้อนชัดเจนว่า ภูมิปัญญาดั้งเดิมที่เคยกะเกณฑ์ปริมาณน้ำฝน ไม่สามารถนำมาใช้คาดการณ์ภัยพิบัติในยุคปัจจุบันได้อีกต่อไป

ผลกระทบและความสูญเสียจากวันนั้น คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจลุกขึ้นมาเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเปลี่ยนบาดแผลให้เป็นพลังในการเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคต... “อยากฝากถึงชุมชนอื่น ๆ ครับ ว่าอย่าชะล่าใจ คำว่า พื้นที่เราไม่เคยท่วม มันใช้ไม่ได้อีกแล้ว เราต้องเตรียมตัวและเฝ้าระวังอยู่เสมอ” จูมังกล่าวทิ้งท้าย

วิทยาศาสตร์อธิบายสภาวะ "โลกเดือด" (Global Boiling)

เหตุการณ์ที่ชุมชนศรีสาครต้องเผชิญ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สอดคล้องกับคำอธิบายทางวิชาการจากทีมวิจัย ศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ที่ได้อธิบายภาพให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อโลกเผชิญกับสภาวะอากาศที่ร้อนขึ้น สิ่งที่ตามมาเป็นลูกโซ่คืออุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจนส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน ความร้อนยังทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอน้ำสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาล ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะเกิดปรากฏการณ์ "Rain Bomb" หรือฝนตกหนักรุนแรงเฉพาะถิ่น

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับภาวะน้ำทะเลหนุนสูง และฤดูมรสุมที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อทุกปัจจัยอันตรายเหล่านี้มารวมตัวกัน จึงกลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ก่อให้เกิดภัยพิบัติรุนแรงเกินสถิติเดิมที่เคยมีมา ดังเช่นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ที่สร้างความสูญเสียอย่างหนักจนอยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคน

กำเนิด "ศรีสาครโมเดล" ติดความรู้ให้ชุมชน "รู้ รับ ปรับ เปลี่ยน"

เพราะทุกวันนี้ โลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว... หากตัดกลับมาที่คำถามว่า หาดทิพย์ กับ ศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) กำลังทำอะไรอยู่ที่อำเภอศรีสาคร?

พี่อ๊อฟ-ฐิตินันท์ อินธนู (นักวิจัยปฏิบัติการ) บอกให้เราว่า คำตอบคือ พวกเราได้ร่วมกันเลือกพื้นที่อำเภอศรีสาครให้เป็นพื้นที่นำร่องสร้างโมเดลต้นแบบ พร้อมทั้งนำความรู้และเครื่องมือไป "ติดความรู้" ให้ชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถ "รู้ รับ ปรับ เปลี่ยน" และเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติจากความแปรปรวนของสภาพอากาศได้ดียิ่งขึ้น ภายใต้การถอดบทเรียนและยกระดับการทำงานผ่าน 5 หัวใจสำคัญ ดังนี้

1. การยึดชุมชนเป็นฐาน : พลิกบทบาทของชาวบ้านจาก "ผู้รอรับความช่วยเหลือ" ให้กลายเป็น "ผู้เผชิญเหตุคนแรก" โดยเน้นสร้างศักยภาพให้ชุมชนพึ่งพาและช่วยเหลือตนเองได้ในเบื้องต้น เพราะเมื่อเกิดวิกฤต เส้นทางมักถูกตัดขาด การที่ชุมชนอยู่รอดด้วยตัวเองได้ก่อน จะช่วยลดความสูญเสียในช่วงนาทีชีวิตได้อย่างมหาศาล

2. การผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น : ศูนย์วิจัยฯ สวมบทบาท "นักวิชาการสายลุย" ลงพื้นที่คลุกคลีกับชาวบ้าน ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเข้าไปติดตั้งระบบโทรมาตรวัดระดับน้ำ ในจุดยุทธศาสตร์ที่ชาวบ้านใช้สังเกตระดับน้ำ นวัตกรรมเหล่านี้ถูกเชื่อมต่อเข้ากับระบบออนไลน์ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถใช้สมาร์ทโฟนกดดูข้อมูลและประเมินสถานการณ์เตือนภัยได้ด้วยตนเองจากทุกที่ทุกเวลาแบบเรียลไทม์

3. การวางแผนอพยพและการฝึกซ้อมรับมืออย่างเป็นระบบ : ทีมงานได้ร่วมกันจัดทำ "แผนที่การอพยพ" กำหนดขั้นตอนปฏิบัติที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการจัดฝึกซ้อมเผชิญเหตุเสมือนจริงอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการซ้อมขับเรือ การขึงเชือก และการใช้ตัวรอกข้ามกระแสน้ำเชี่ยว การฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วงนี้ทำให้อาสาสมัครกลายเป็น "ทีมกู้ภัยชุมชน" ที่มีความชำนาญสูง

4. การสร้างความตระหนักรู้และพลิกโฉมทัศนคติ : โครงการมุ่งแก้ไขความเชื่อเดิมที่ว่า "พื้นที่นี้ไม่เคยท่วม" หรือ "คงไม่ท่วมหนักไปกว่าที่เคยเจอ" โดยให้ความรู้เรื่องผลกระทบจาก Climate Change เพื่อให้ชุมชนเข้าใจว่าภัยพิบัติปัจจุบันคาดเดาได้ยากและรุนแรงขึ้น การเปลี่ยนทัศนคติให้ตระหนักรู้และเตรียมพร้อมอยู่เสมอ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

5. การสานพลังความร่วมมือและสร้างความไว้วางใจ : หาดทิพย์ ก้าวเข้ามารับบทบาท "ผู้ขับเคลื่อนและสนับสนุนหลัก (Enabler)" ให้กับโครงการนี้ ในช่วงแรกชาวบ้านอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจในรูปแบบการทำงานมากนัก แต่เมื่อทราบว่าผู้สนับสนุนคือ หาดทิพย์ (ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในเครือ “โคคา-โคล่า” ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย) ประกอบกับการที่ทีมงานลงพื้นที่เคียงข้างชุมชนอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ เดือน กำแพงแห่งความสงสัยเหล่านั้นก็พังทลายลง

ทิศทางการทำงานที่เน้นประสานพลังความร่วมมือโดยยึดชุมชนเป็นศูนย์กลางนี้สอดคล้องกับแนวทาง "หาดทิพย์ เคียงข้าง ผูกพัน" ที่ยึดถือว่า หาดทิพย์ เป็นส่วนหนึ่งของสังคมภาคใต้ การทำงานด้านความยั่งยืนจึงหมายถึงการสนับสนุนให้ชุมชนเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนไปพร้อมกับบริษัท ฯ ด้วย โดย พี่เอ๊ด-นันทิวัต ธรรมหทัย รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (องค์กรสัมพันธ์และการสื่อสาร) บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้อธิบายถึงโครงการนี้ไว้ว่า

“เราเชื่อมั่นว่าชุมชนที่เข้มแข็งคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของความยั่งยืน ถ้าชุมชนไหนร่วมมือกันด้วยความสามัคคีแล้ว ไม่ว่าภัยธรรมชาติจะรุนแรงขนาดไหน ก็จะสามารถบรรเทาผลกระทบและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเสมอ เราจึงดีใจที่มีส่วนสนับสนุนให้ทาง ม.อ.ได้นำองค์ความรู้และทักษะต่าง ๆ มาถ่ายทอดให้กับชุมชนที่ศรีสาคร ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สั่งสมมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งน่าจะเป็นการประสานพลังที่เข้มแข็งมากที่สุดในการรับมือกับภัยธรรมชาติ ในวันที่สิ่งแวดล้อมผันผวนและไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

จากผู้รับ สู่การลงมือทำ : วันที่ผู้ประสบภัยกลายเป็น "ผู้ให้"

“ตอนนี้เราอุ่นใจขึ้นเยอะครับ พอมีความรู้ เราก็เอาไปสอนเพื่อนบ้านต่อ ได้รู้ว่าถ้าเกิดเหตุอีกเราต้องทำยังไง ต้องเตรียมตัวแบบไหน” จูมัง-สุไลมาน เล่าด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

ผลลัพธ์ของความทุ่มเทและฝึกฝนอย่างหนัก ประจักษ์ชัดและสร้างความซาบซึ้งใจที่สุดในเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในปี 2568 ชุมชนศรีสาครที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียง "ผู้ประสบภัย" ที่เฝ้ารอความช่วยเหลือ ได้พลิกบทบาทตัวเองมาเป็น "ผู้ให้" อย่างเต็มรูปแบบ ทีมอาสาสมัครชุมชนที่ผ่านการเคี่ยวกรำทักษะ ได้จัดแบ่งกำลังเดินทางฝ่าวิกฤตเข้าไปช่วยอพยพและดูแลพี่น้องชาวหาดใหญ่ นับเป็นภาพสะท้อนที่งดงามของชุมชนที่เข้มแข็ง

ความทุ่มเทนี้ยังผลิดอกออกผลอย่างเป็นรูปธรรมและได้รับการการันตีศักยภาพในระดับพื้นที่ เมื่อทีมอาสาสมัครตำบลศรีสาครที่ผ่านการฝึกฝนจากโครงการ สามารถโชว์ทักษะความสามารถจนคว้า รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการแข่งขันทักษะการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS RALLY ศรีสาคร 2569) เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ณ โรงพยาบาลศรีสาคร รางวัลแห่งความภาคภูมิใจนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึง "ความพร้อมขั้นสูงสุด" ของชุมชน ที่วันนี้สามารถยืนหยัด ปกป้องดูแลตนเอง และพร้อมก้าวออกไปช่วยเหลือสังคมได้อย่างแท้จริง

รับมือมรสุมรอบใหม่ : เมื่อเราห้ามฟ้าฝนไม่ได้ "การเตรียมพร้อม" คือทางรอด

ฤดูมรสุมกำลังจะวนกลับมาอีกครั้ง สัญญาณเตือนเริ่มชัดเจนขึ้นในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ทั้งในหาดใหญ่ สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต ที่ระยะหลังฝนตกเพียงไม่นานน้ำก็เริ่มท่วมขังอย่างรวดเร็ว ในขณะที่แรงขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาและสร้างระบบป้องกันจากทุกภาคส่วนกำลังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ความจริงที่เราต้องยอมรับคือ เราไม่สามารถไปควบคุมความแปรปรวนของธรรมชาติหรือห้ามไม่ให้ภัยพิบัติเกิดขึ้นได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือทุกคนสามารถและควรต้อง "เตรียมพร้อม" รับมือกับปัญหาด้วยตัวเอง

ทีมศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ ม.อ. ได้ให้แง่คิดและคำแนะนำสำหรับภาคประชาชนในการดูแลครอบครัวเมื่อฤดูมรสุมมาเยือนว่า แม้เราจะควบคุมธรรมชาติไม่ได้ แต่เราสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบลงได้หากเราเริ่มต้นจากความพร้อม สิ่งแรกคือการตื่นตัวและทำความเข้าใจขั้นตอนการรับมือของชุมชนอย่างเคร่งครัด ควรพูดคุยตกลงกันในบ้านให้ชัดเจนล่วงหน้าว่าหากเกิดเหตุฉุกเฉิน แต่ละคนจะต้องทำอะไรตามลำดับขั้นตอน และต้องศึกษาเส้นทางอพยพให้แน่ชัดว่าครอบครัวของเราจะต้องเดินทางไปหลบภัยที่จุดใด ไม่ว่าจะเป็นมัสยิดประจำหมู่บ้าน หรือศูนย์อพยพที่กำหนดไว้

นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจแผนอพยพและหมั่นเข้าร่วมการฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเมื่อถึงวิกฤตหน้าสิ่วหน้าขวาน ความคุ้นเคยจากการฝึกซ้อมนี่เองที่จะช่วยเปลี่ยนความตื่นตระหนกให้กลายเป็นสติ และช่วยให้เรานำเอาความรู้มาใช้พาครอบครัวเอาชีวิตรอดได้อย่างปลอดภัย

พลังชุมชน เกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคโลกเดือด

การถือกำเนิดขึ้นของ "ศรีสาครโมเดล" ไม่ได้เป็นเพียงแค่โครงการช่วยเหลือระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานการบริหารจัดการภัยพิบัติที่ยั่งยืนและจับต้องได้จริง จากจุดเริ่มต้นที่ต้องเผชิญกับภัยพิบัติอันโหดร้ายโดยปราศจากความพร้อม วันนี้ชุมชนตำบลศรีสาครได้ก้าวข้ามความสูญเสีย และลุกขึ้นมายืนหยัดด้วยนวัตกรรม ความรู้ และทักษะที่ได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจาก หาดทิพย์ และ ศูนย์วิจัยภัยพิบัติทางธรรมชาติภาคใต้ ม.อ.

สุดท้ายแล้ว เราทุกคนมีโลกอยู่เพียงใบเดียว ไม่มีใครสามารถหนีจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปได้ ภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น ล้วนเป็นสิ่งที่เราทุกคนมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน ถึงเวลาแล้วที่เราจำเป็นต้องตื่นตัว ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจ เพื่อปกป้องครอบครัว และช่วยกันดูแลรักษา "ภาคใต้" บ้านของเราให้สามารถก้าวผ่านทุกวิกฤตไปได้อย่างยั่งยืน