Haadthip Journey
พลิกเศษไม้เป็นสายใยชุมชน เรื่องราวเรือหัวโทงจิ๋วที่ชุบชีวิตและสร้างรายได้ให้ชาวเกาะกลาง จ.กระบี่

พลิกเศษไม้เป็นสายใยชุมชน เรื่องราวเรือหัวโทงจิ๋วที่ชุบชีวิตและสร้างรายได้ให้ชาวเกาะกลาง จ.กระบี่
ห่างจากตัวเมืองกระบี่เพียงแค่สายน้ำกั้นและเวลาข้ามฟากไม่ถึงห้านาที เสียงเครื่องยนต์เรือที่คำรามฝ่าผิวน้ำก็ค่อย ๆ เบาลง สัมผัสแรกที่ต้อนรับผู้มาเยือนคือกลิ่นไอเค็มจาง ๆ ของน้ำกร่อย ผสมผสานกับความหอมสดชื่นของป่าโกงกางที่แผ่กิ่งก้านร่มรื่น ณ แผ่นดินผืนเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า "เกาะกลาง" (ตำบลคลองประสงค์ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่)
เมื่อเรือลำน้อยแหวกผิวน้ำเข้าเทียบท่า ภาพแรกที่สะกดทุกสายตาอย่างอ่อนโยนทว่าสง่างาม คือเรือไม้ลำเพรียวที่มีส่วนโขนเชิดสูงงอนแหลม ทะยานชี้ขึ้นสู่แผ่นฟ้าราวกับงาช้างอันวิจิตร ใช่แล้ว ที่นี่คือบ้านเกิดของ "เรือหัวโทง"


ภาพจำแห่งอันดามัน สัญลักษณ์ที่สลักอยู่ในใจ
หากใครเคยมาเยือนกระบี่ ไม่ว่าจะเดินริมหาดอ่าวนาง ดำน้ำที่ทะเลแหวก หรือชมเกาะปอดะ คงเคยขึ้นเรือลำเพรียวโขนสูงลำนี้มาแล้วทั้งนั้น เพราะมันคือเรือที่พาผู้คนออกสู่เกาะแก่งทุกวัน ทอดเงาตกกระทบผืนน้ำสีมรกต
เดิมที เรือหัวโทงคือจิตวิญญาณของชาวประมงพื้นบ้าน หัวเรือถูกต่อให้เชิดสูงขึ้นสองถึงสามเมตร เพื่อทำหน้าที่ "สู้คลื่น" แหวกฝ่าเกลียวคลื่นลมแรงของทะเลอันดามันโดยไม่ให้น้ำทะลักเข้าลำเรือ แต่เมื่อกระบี่เปิดประตูต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก เส้นสายอันสง่างามนี้ก็เปลี่ยนผ่านจากพาหนะหาปลา กลายเป็นภาพจำอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผูกพันกับการท่องเที่ยวกระบี่อย่างแยกไม่ออกและนี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันงดงาม เมื่อช่างต่อเรือครอบครัวหนึ่งบนเกาะกลาง ได้ร่ายมนตร์ "ย่อ" เรือพื้นถิ่นลำนี้ ให้เล็กลงจนพอดีกับฝ่ามือ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้พกพาลมหายใจของกระบี่กลับไปเป็นความทรงจำ



ช่างผู้สืบมรดกจากเกลียวคลื่น
ลึกเข้าไปในศูนย์เรียนรู้กลางหมู่บ้าน กลิ่นหอมเฉพาะตัวของไม้ตะเคียนและไม้พยอมทองลอยอวลอยู่ในอากาศ คลอเคล้าไปกับเสียงค้อนกระทบสิ่วเป็นจังหวะหนักเบา ชายผู้หนึ่งกำลังก้มหน้าบรรจงเหลาแผ่นไม้ด้วยมือที่หยาบกร้านทว่าแสนประณีต เขาคือ คุณสมบูรณ์ หมั่นค้า หรือ "บังโรจ"
บังโรจคือทายาทผู้สืบทอดวิชาช่างจากคุณพ่อ-มะตาบ หมั่นค้า ช่างต่อเรือจริงฝีมือเอกที่เลื่องชื่อ จนชาวประมงข้ามจังหวัด ทั้งภูเก็ต พังงา ระนอง และตรัง ต่างรอนแรมมาสั่งต่อเรือหาปลาจากเขา บังโรจจึงเติบโตมากับผงเหลาไม้และเสียงค้อนในอู่ต่อเรือของพ่อ ซึมซับวิชาการต่อเรือหัวโทงมาตั้งแต่เด็ก และวันนี้ ฝ่ามือคู่นี้ได้เลือกเส้นทางของตนเอง ด้วยการนำวิชาของพ่อมาย่อโลกทั้งใบของวิถีอันดามัน ลงในเรือจำลองขนาดจิ๋ว
ความลับของความงามนี้ซ่อนอยู่ที่ "หัวเรือ" และมันคือภูมิปัญญาของเรือจริงที่ส่งต่อกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ในอดีต ชาวประมงได้แรงบันดาลใจจากความองอาจของ "ปลากระโทง" (ปลาทะเลตระกูลเดียวกับมาร์ลิน) ที่มีจะงอยปากแหลมยาว แหวกว่ายฝ่าพายุได้อย่างสง่างาม จึงถอดรูปทรงนั้นมาจำหลักไว้บนโขนเรือลำใหญ่ที่ออกหาปลาจริง บังโรจเล่าด้วยรอยยิ้มแห่งความภูมิใจว่า "ที่จริงเรือหัวโทง ต้นกำเนิดอยู่ที่กระบี่นะ ไปเห็นที่ระนอง พังงา ภูเก็ต ที่ไหนก็แล้วแต่ ล้วนนำไปจากกระบี่ทั้งนั้นแหละ"


เมื่อพายุพราก แต่หัวใจไม่ยอมจม
ทว่าเส้นทางของช่างฝีมือไม่ได้ราบเรียบดั่งผิวน้ำยามไร้ลม ปี 2547 คือปีที่พายุลูกใหญ่พัดโหมกระหน่ำชีวิตบังโรจ เขาต้องสูญเสียคุณพ่อผู้เป็นดั่งเข็มทิศชีวิต และในปีเดียวกันนั้นเอง คลื่นยักษ์สึนามิก็ถาโถมเข้ากลืนกินชายฝั่งอันดามัน ความสูญเสียที่ซัดสาดทำเอาช่างผู้กล้าหาญหมดไฟ เขาจำใจวางสิ่วและค้อนลง เสียงเลื่อยไม้ที่เคยดังก้องในบ้านกลับกลายเป็นความเงียบงันอย่างยาวนาน ราวกับว่าวิชาที่พ่อทิ้งไว้กำลังจะหลับใหลไปตลอดกาล
แต่แล้ว แสงสว่างอันอบอุ่นก็สาดส่องผ่านเมฆหมอก เมื่อนายก อบต. ในเวลานั้น ได้แวะมาสั่งทำเรือจำลองมูลค่าสามหมื่นบาท เงินก้อนนั้นไม่ใช่เพียงค่าจ้าง แต่มันคือ "มือ" ที่ฉุดดึงให้บังโรจลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เขานำเงินไปซื้อเครื่องมือ และกลับมาจับไม้ด้วยหัวใจที่เปี่ยมหวัง จนโรงเรือนเล็ก ๆ ในวันนั้น เติบโตกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ OTOP และเรือจำลองของเขาก็ก้าวขึ้นเป็นสินค้า OTOP สี่ดาวที่น่าภาคภูมิใจของจังหวัด


ย่อมหาสมุทร ลงกลางฝ่ามือ
แนวคิดการทำเรือจำลองนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ จากความเสียดายเศษไม้ตะเคียนและไม้พยอมทองที่เหลือทิ้งจากการต่อเรือใหญ่ ซึ่งมักถูกเผาจนกลายเป็นควัน จึงเกิดเป็นปัญญาที่จะชุบชีวิตเศษไม้เหล่านั้น ให้กลายเป็นเรือหัวโทงขนาดย่อส่วน ตั้งแต่ 5 นิ้ว 9 นิ้ว ไปจนถึง 13 นิ้ว และเมื่อมาถึงรุ่นบังโรจ เขาก็รับช่วงสืบสานงานเรือจำลองนี้ต่อ จนกลายเป็นหัวใจหลักของศูนย์เรียนรู้แห่งนี้
ผู้มาเยือนสามารถเลือกพกความทรงจำนี้กลับบ้านได้ตั้งแต่เรือแจวลำจิ๋วราคาหลักร้อย เรือในกล่องกระจกใสราคาพันต้น ๆ ไปจนถึงเรือลำใหญ่ราคาหลักหมื่น แต่ไม่ว่าจะลำเล็กหรือใหญ่ ทุกลำคือ "อัตลักษณ์ของกระบี่" ที่ถูกย่อส่วน พร้อมเดินทางไปไกลถึงบ้านของนักท่องเที่ยวทั่วโลก


ลมหายใจที่ส่งต่อ ก่อนคลื่นจะกลืนหาย
ความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิตของช่างไม้ธรรมดาคนหนึ่ง คือวันที่เรือจากสองมือของเขาได้รับเกียรติให้เป็น “เรือทูลเกล้าฯ ถวาย”ในวโรกาสเปิดอาคารศาลากลางจังหวัดกระบี่หลังใหม่
วันนี้การทำเรือจำลองสร้างรายได้หล่อเลี้ยงสมาชิกในกลุ่มเฉลี่ยเดือนละหมื่นถึงหมื่นห้า และพุ่งสูงหลายเท่าตัวในช่วงฤดูท่องเที่ยว แต่ลึก ๆ แล้วบังโรจยังห่วงใยถึงคลื่นแห่งกาลเวลาที่อาจกลืนกินวิชานี้ไป นั่นคือจำนวนช่างต่อเรือหัวโทงที่ลดน้อยลงทุกที ภูมิปัญญาที่ไม่มีตำราเล่มไหนบันทึกไว้ มีเพียงความทรงจำและสัมผัสจากปลายนิ้วเท่านั้นที่ส่งต่อกันได้ ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้จึงเปิดประตูต้อนรับเด็ก ๆ และผู้มาเยือนให้ได้ลองจับไม้ ประกอบเรือด้วยตัวเอง


"ผมอยากให้ลูกหลานมีองค์ความรู้ตรงนี้ติดตัวไว้" บังโรจบอกถึงความตั้งใจของเขา
เสียงเจื้อยแจ้วและสองมือเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ ที่กำลังหยิบจับเศษไม้ในวันนี้ คือหลักประกันที่งดงามที่สุดว่า เรือหัวโทงจะยังคงแล่นต้อนรับผู้คนต่อไปในอนาคต



อ้อมกอดแห่ง "เกาะกลาง" รอคุณมาสัมผัส
เรื่องราวของบังโรจเป็นเพียงหนึ่งในมนต์เสน่ห์ของเกาะกลาง หากคุณมาเยือน คุณจะได้สัมผัสกับรูป รส กลิ่น เสียง ที่จะตราตรึงในใจ ทั้งการนั่งรถสามล้อพ่วงข้างให้สายลมเย็น ๆ ผ่านใบหน้า สูดกลิ่นหอมกรุ่นของนาข้าวสังข์หยด ชื่นชมสีสันสะดุดตาของผ้ามัดย้อมและผ้าบาติก ลิ้มรสความหวานฉ่ำของอาหารทะเลสด ๆ ริมน้ำ ทั้งกุ้งกุลา กั้งเนื้อแน่น และกุ้งเจ็ดสีตัวโต ก่อนปิดท้ายด้วยการนั่งลงข้าง ๆ บังโรจ เพื่อประกอบเรือหัวโทงจำลองด้วยมือของคุณเอง
ในฝ่ามือของบังโรจ เรือหัวโทงเป็นมากกว่าเศษไม้ มันคือความรักของพ่อ คือภูมิปัญญาที่สกัดจากเกลียวคลื่น และเป็นตัวแทนของกระบี่ที่จะคงอยู่ ตราบใดที่ยังมีผู้มาเยือนสักคน เลือกประคองเรือลำน้อยนี้กลับบ้าน เพื่อกระซิบก้องกับใครต่อใครว่า "ฉันได้ไปพบของดีของกระบี่มาแล้ว"
และหาดทิพย์เจอนี่ ขอเป็นอีกหนึ่งสายลมที่พัดพาความปรารถนาดี พร้อมเคียงข้างชุมชนที่แสนงดงามแห่งนี้ เพื่อร่วมร้อยเรียงและส่งต่อ "ของดีภาคใต้" ให้ทั่วทั้งโลกได้สัมผัส และตกหลุมรักไปพร้อม ๆ กัน