สายน้ำที่ไม่เคยหลับ : ตาม "กำนันหมู" ไปฟังเสียงอดีตวิถีร่อนแร่ที่บ้านหงาว

29 May 2026
สายน้ำที่ไม่เคยหลับ : ตาม "กำนันหมู" ไปฟังเสียงอดีตวิถีร่อนแร่ที่บ้านหงาว

หากใครได้มาเยือนปลายแผ่นดินตะวันตกของเมืองระนอง ดินแดนที่คุ้นหูกันในชื่อ "เมืองฝน 8 แดด 4" ภาพแรกที่จะทักทายผู้มาเยือนเมื่อก้าวเข้าสู่ชุมชนบ้านหงาว คือสายน้ำใสเย็นที่ทอดตัวคดเคี้ยวลงมาจากภูเขา ลัดเลาะผ่านทุ่งหญ้าเขียวขจี ก่อนจะไหลรินไปบรรจบกับทะเล

ในสายน้ำที่ชาวบ้านเรียกว่า "สายน้ำแห่งชีวิต" เส้นนี้ ซ่อนเรื่องราววิถีการร่อนแร่ที่ยาวนานกว่า 80-90 ปีเอาไว้ วิถีที่อาจจะเลือนหายไปแล้ว หากไม่มีความตั้งใจของชายที่ชื่อ ธรณิช อิ้วตกส้าน กำนันตำบลหงาว หรือที่ผู้คนในละแวกนั้นเรียกกันอย่างอบอุ่นว่า "กำนันหมู"

อดีตที่เลี้ยงดูปัจจุบัน

กำนันหมูเติบโตมาในยุคที่ถนนของบ้านหงาวยังเป็นสีดำขลับ ไม่ใช่เพราะยางมะตอย แต่เพราะแร่ดีบุกที่ถูกสายฝนพัดพาลงมาจากภูเขา

ภาพจำในวัยเด็กของเขาคือเหล่าคุณแม่บ้านที่เดินถือ "เลียง" (ถาดร่อนแร่) และ "นาง" (อุปกรณ์แยกดินและแร่) มุ่งหน้าไปตามท้ายรางเหมือง เพื่อร่อนหาแร่ที่หลงเหลือจากระบบอุตสาหกรรม

สำหรับครอบครัวของชาวบ้านหงาวในยุคนั้น การร่อนแร่เพียง 1-2 ชั่วโมงก็เพียงพอให้แม่นำแร่ไปขายเป็นค่าข้าวค่านม และส่งลูกได้เรียนหนังสือ การร่อนแร่จึงไม่ใช่อาชีพที่ทำให้ใครร่ำรวย แต่คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตคนที่นี่มาทั้งชั่วอายุคน

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน เหมืองปิดตัวลง วิถีร่อนแร่ก็เริ่มกลายเป็นเพียงความทรงจำ กำนันหมูจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาช่วยต่อลมหายใจให้เรื่องราวเหล่านี้ ด้วยความเชื่อที่ว่ารากเหง้าของชุมชนไม่ควรหยุดอยู่แค่ในอดีต

เรื่องเล่าจากรากไม้และเสียงของธรรมชาติ

ก่อนจะเข้าใจวิถีร่อนแร่ ต้องเข้าใจที่มาของชื่อ "หงาว" เสียก่อน เล่ากันว่า ในอดีตเมื่อครั้งที่ "พระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี" หรือ "คอซู้เจียง" เจ้าเมืองระนองชาวจีนฮกเกี้ยนคนแรก ต้นตระกูล "ณ ระนอง" ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมแร่ดีบุกของไทยในสมัยรัชกาลที่ 3 เข้ามาทำเหมืองแร่ในระนอง

บริเวณตำบลหงาวเดิมเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่มีสัตว์กินหญ้าอาศัยอยู่มาก โดยเฉพาะวัวป่า ซึ่งชาวจีนเรียกว่า "โหงว" ผู้คนจึงเรียกบริเวณนี้ว่า "ทุ่งโหงว" หรือ "ทุ่งวัวป่า" ก่อนที่กาลเวลาจะค่อย ๆ ปรับเสียงเรียกให้เพี้ยนกลายเป็น "ทุ่งหงาว" และ "บ้านหงาว" สืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้

ผืนดินแห่งนี้จึงเป็นที่พบกันของหลายวัฒนธรรม ชาวจีนคือผู้บุกเบิกการร่อนแร่ตั้งแต่ภูเขาจรดทะเล ก่อนที่ชาวตะวันตกจะเข้ามาในยุคถัดมา ยกระดับการร่อนแร่ระดับครัวเรือนให้กลายเป็นเหมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องขอสัมปทาน และในขณะที่เหมืองใหญ่คัดแยกแร่หลักไป ปลายรางก็ยังหลงเหลือสายแร่บาง ๆ ไว้ให้คุณแม่บ้านในชุมชนได้เก็บกินเก็บใช้

อุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดอย่าง "เลียง" ในอดีตนั้นทำมาจาก "พูพอน" หรือรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดิน ซึ่งต้องอาศัยสายตาของคนเฒ่าคนแก่ในการคัดเลือก เพื่อให้ได้เลียงที่ "อ่านน้ำ" ออก แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปและไม้ใหญ่หายาก ชุมชนก็ปรับตัวหันมาใช้วัสดุอย่างไฟเบอร์หรือเรซิ่นแทน เพื่อรักษาทั้งฟังก์ชันการใช้งานและผืนป่าควบคู่กันไป

ห้องเรียนธรรมชาติที่มีสายน้ำเป็นครู

กำนันหมูและชุมชนร่วมกันสร้าง "พิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ดีบุกจำลอง" ขึ้นมา ไม่ใช่แค่เพื่อเก็บรักษาของเก่า แต่เพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ถึงรากเหง้าของชุมชนที่ฝังรากอยู่ในแผ่นดินบ้านหงาวมานานหลายชั่วอายุคน เพราะกำนันเชื่อว่า ก่อนจะลงไปสัมผัสสายน้ำจริง ผู้มาเยือนควรได้รู้เสียก่อนว่า "ทำไม" คนที่นี่ถึงผูกพันกับการร่อนแร่มากเพียงนี้

เมื่อถึงเวลาลงลำธาร ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว หรือ เด็ก ๆ จะได้สวมผ้าถุงและหมวกแบบชาวบ้านดั้งเดิม เครื่องแต่งกายเดียวกับที่คุณยายของพวกเขาเคยสวมเมื่อหลายสิบปีก่อน ก่อนจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าเครื่องมือเรียบง่ายอย่าง "เลียง" และ "นาง" ทำงานร่วมกันอย่างไร และเหตุใดงานที่ดูเรียบง่ายนี้ถึงต้องอาศัย "จิตใจ" มากกว่าแรงกาย

ในมุมมองของกำนัน การร่อนแร่ในวันนี้ไม่ได้สอนให้เด็กไปประกอบอาชีพ แต่สอนให้เขาได้สมาธิ ได้รู้จักความอดทนต่อแดดร้อนและน้ำเย็น และได้เรียนรู้ว่าของมีค่ามักซ่อนอยู่ในที่ที่ต้องใช้ใจหา

รอยยิ้มที่ยั่งยืนของคนบ้านหงาว

ปัจจุบัน แร่ดีบุกเป็นแร่ควบคุมตามกฎหมาย ชุมชนจึงประยุกต์นำแร่ที่ร่อนได้มาผสมกับกระดาษรีไซเคิลทำเป็นที่รองจาน หรือหล่อเรซิ่นทำของที่ระลึก แม้จะไม่ได้สร้างรายได้มหาศาล แต่วิถีการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นี้กลับมอบสิ่งที่ล้ำค่ากว่า นั่นคือคุณภาพชีวิต ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ลูกหลานได้กลับมาอยู่บ้าน

ความอบอุ่นและเข้มแข็งนี้เอง ที่ส่งให้ชุมชนบ้านหงาวได้รับการประกาศเชิดชูให้เป็น 1 ใน 10 ชุมชนต้นแบบ "เที่ยวชุมชน ยลวิถี" ประจำปี 2567 จากกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งกำนันหมูมองว่ารางวัลเป็นเพียงเครื่องยืนยันว่าชุมชนเดินมาถูกทางแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือวิถีชีวิตของคนที่นี่ต้องเป็นของจริง

วันนี้ สายน้ำที่บ้านหงาวยังคงไหลเอื่อย กำนันหมูยังคงถือเลียงยืนยิ้มต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เสมอ หากใครแวะมาระนอง ลองเผื่อเวลาสักนิด ขยับออกจากสนามบินเพียงไม่กี่นาที มาร่วมวงหมุนข้อมือและรับฟังเรื่องราวที่ยาวนานกว่าสายน้ำ... เรื่องราวที่คอยหล่อเลี้ยงหัวใจของคนบ้านหงาวตลอดมา

หากอยากเปื้อนแร่สักครั้ง

ที่ตั้ง : ชุมชนคุณธรรมวัดบ้านหงาว เลขที่ 63/2 หมู่ที่ 1 ตำบลหงาว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง 85000 (ห่างจากตัวเมืองระนองประมาณ 14 กิโลเมตร)

วันเวลาเปิดทำการ : วัดบ้านหงาวเปิดให้เข้าสักการะหลวงพ่อดีบุกทุกวัน เวลา 08.00-17.00 น. ส่วนกิจกรรมร่อนแร่และเวิร์กช็อปชุมชนต้องนัดหมายล่วงหน้าผ่านชุมชน

ติดต่อ :

  • Facebook : ท่องเที่ยวชุมชนบ้านหงาว
  • เทศบาลตำบลหงาว (ประสานงานท่องเที่ยวชุมชน) เลขที่ 190/4 หมู่ 2 ตำบลหงาว

แนะนำให้ติดต่อล่วงหน้าผ่านเพจชุมชน เพื่อให้ทีมงานเตรียมเลียงและวางแผนกิจกรรม ภายในทริปวันเดียวสามารถเสริมด้วยการเยี่ยมชมศูนย์มรดกดีบุกสยาม (Siam Tin Heritage Center) และต่อด้วยการแช่บ่อน้ำพุร้อนพรรั้งที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร