สารจากประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ

ปี 2560 บริษัทฯ มียอดขายรวมทุกผลิตภัณฑ์คิดเป็นยูนิตเคส เท่ากับ 52.07 ล้านลัง ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มียอดขาย 52.84 ล้านลัง ลดลง 1.48% ขณะที่รายได้จากการขายลดลงเช่นกัน กล่าวคือ บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 5,670.99 ล้านบาท ลดลง 33.01 ล้านบาท หรือลดลง 0.58% แต่จากการบริหารต้นทุนและการควบคุมค่าใช้จ่าย เป็นผลให้ปี 2560 บริษัทฯ มีกำไรสำหรับปีจำนวน 283.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 42.22 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17.51%

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ปี 2560 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เผชิญกับปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ทำให้พลาดเป้าหมายทางด้านยอดขายตามที่ได้ประมาณการไว้ว่าจะเพิ่มจากปีก่อนประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ เช่น สภาวะอากาศของประเทศไทยที่มีความผิดปกติไปจากฤดูกาล โดยเฉพาะภาคใต้ที่ต้องประสบกับภาวะฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2559 ทำให้ในช่วงต้นปี 2560 พื้นที่ทั้งหมด 12 จังหวัด ใน 14 จังหวัดของภาคใต้ต้องจมอยู่ใต้นำ้เป็นเวลานาน บางแห่งเป็นอาทิตย์ บางแห่งหลายเดือน สร้างความเสียหายอย่างมากมายให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางและสวนปาล์ม ซึ่งมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากพืชหลักทั้งสอง บ้านช่องร้านรวงต่างๆ ต่างได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าจากเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทฯ เสียโอกาสด้านการขายและการตลาดไปพอสมควรนอกจากจะต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ในหลายจังหวัดของภาคใต้แล้ว ราคาพืชผลทางการเกษตรโดยเฉพาะพืชเกษตรหลักของภาคใต้ ยางพารา ปาล์มนำ้มัน ได้ปรับตัวลง เนื่องจากราคาตลาดโลกลดลง รวมถึงผู้ประกอบการด้านประมงต้องปิดกิจการไปเป็นจำนวนมากอันเนื่องมาจากการที่รัฐบาลเข้มงวดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย หรือ Illegal Unreported and Unregulated Fishing (IUU Fishing) ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เคยมีรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมจากการทำประมง และถึงแม้ว่าภาคการท่องเที่ยวจะขยายตัวดีขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยรายได้ที่ขาดหายไปได้

ปี 2560 บริษัทฯ มียอดขายรวมทุกผลิตภัณฑ์คิดเป็นยูนิตเคส เท่ากับ 52.07 ล้านลัง ลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่มียอดขาย 52.84 ล้านลัง ลดลง 1.48% ขณะที่รายได้จากการขายลดลงเช่นกัน กล่าวคือ บริษัทฯ มีรายได้จากการขาย 5,670.99 ล้านบาท ลดลง 33.01 ล้านบาท หรือลดลง 0.58% แต่จากการบริหารต้นทุนและการควบคุมค่าใช้จ่าย เป็นผลให้ปี 2560 บริษัทฯ มีกำไรสำหรับปีจำนวน 283.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 42.22 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 17.51% ด้วยเหตุผล ดังนี้

  1. ต้นทุนการผลิตสินค้าต่อหน่วยลดลงเนื่องจากไลน์การผลิต ผลิตภัณฑ์ PET ที่โรงงาน 2 อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการผลิตเพิ่มมากขึ้น
  2. การควบคุมค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขาย/การตลาด
  3. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการขายและค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้าเนื่องจากบริษัทฯ ได้พัฒนาระบบการขายแบบรถขายเป็นระบบ Pre-sell และระบบ Tele-sale

ผลการดำเนินงานปี 2560 ตามที่ปรากฏในงบการเงินรวม บริษัทฯ มีกำไรสำหรับปีจำนวน 283.31 ล้านบาท คิดเป็นกำไรหุ้นละ 1.42 บาท คณะกรรมการบริษัทฯ จึงได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2561 อนุมัติ จ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2560 ให้แก่ผู้ถือหุ้น จำนวน 199,218,000 หุ้น ในอัตราหุ้นละ 1.00 บาท คิดเป็นร้อยละ 70.42 ของกำไรต่อหุ้น และคิดเป็นเงินปันผลที่จ่ายทั้งปีจำนวน 199.22 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้กับ ผู้ถือหุ้นไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.38 บาท เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 คงเหลือเงินปันผลที่จะจ่ายเพิ่มเติมอีกหุ้นละ 0.62 บาท กำหนดจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายของปี 2560 ให้แก่ผู้ถือหุ้น

ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลในอัตราดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ สำหรับด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อน ซึ่งเป็นที่ทราบดีว่าปัจจุบันมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการใช้พลังงาน การทำการเกษตร การพัฒนาและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การท่องเที่ยว การตัดไม้ทำลายป่ารวมทั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่นๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งนับวันปัญหาดังกล่าวยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกตื่นตัวในการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งบริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก มีนโยบายที่ชัดเจนให้ทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ทุกชนิดทุกขนาด ซึ่งกำหนดให้ครบถ้วนภายในปี 2561 นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยจัดทำโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization) ทั้งที่โรงงานหาดใหญ่ และโรงงานพุนพิน สำหรับโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint for Product) ได้เริ่มทำโครงการมาตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับการรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) : Thailand Greenhouse Gas management Organization (Public Organization: TGO) ใน 24 SKUs (ชนิดและขนาดผลิตภัณฑ์) ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ขวดแก้วขนาด 10 ออนซ์ ทุกชนิดผลิตภัณฑ์, บรรจุภัณฑ์ขวด PET ขนาด 450 ml ทุกชนิด ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์กระป๋องทั้งขนาด 325 ml และ 240 ml ทุกชนิดผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ Coca-Cola ในบรรจุภัณฑ์ขวด PET ขนาด 1.25 ลิตร และผลิตภัณฑ์ Coca-Cola ในบรรจุภัณฑ์ one way ขนาด 250 ml และสำหรับผลิตภัณฑ์ Coca-Cola ในบรรจุภัณฑ์ขวด PET ขนาด 1.25 ลิตร และผลิตภัณฑ์ Coca-Cola ในบรรจุภัณฑ์กระป๋องขนาด 325 ml ได้รับฉลากโลกร้อน (ฉลากทอง) ด้วย นอกจากนี้ ในปี 2561 บริษัทฯ ได้เข้าร่วมโครงการ Water Footprint ของสถาบันน้ำเพื่อความยั่งยืนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งโรงงานหาดใหญ่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงงานนำร่องในการประเมินปริมาณน้ำที่ใช้ในโรงงานและสำนักงาน โดยคำนวณปริมาณน้ำจากผลรวมของทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่ของการผลิตสินค้าและการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ ของโรงงาน เพื่อให้มีการบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ทั้งด้านการลงทุนในปี 2561 บริษัทฯ มีแผนการลงทุนซื้อเครื่องฉีดพลาสติก (Plastic Injection Machine) เพื่อเตรียมรองรับกำลังการผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากเครื่องจักรเดิมทั้งที่โรงงานหาดใหญ่และโรงงานพุนพินกำลังจะเต็มกำลังการผลิตแล้วซึ่งเครื่อง Plastic Injection Machine ที่จะลงทุนนี้ ได้รับสิทธิและประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI: Board of Investment)

แนวโน้มในอนาคตคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2561 จะค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับ จากการเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐการส่งออกและการท่องเที่ยวที่จะปรับตัวดีขึ้น ตลอดจนการออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือภาคการเกษตร ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและของภาคใต้ด้วย ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นที่คาดหมายว่าสภาพอากาศของครึ่งปีแรกนี้ไม่น่าจะแปรปรวนมากเช่นปีที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพอากาศมีผลอย่างมากต่อการขายสินค้า เพราะเมื่อฝนตกคนทั่วไปมักจะไม่ออกจากบ้าน ทำให้การบริโภค เช่น น้ำอัดลมลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจะได้รับประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนวิธีการจำหน่ายและการกระจายสินค้าจากระบบรถขายเป็นระบบ Pre-sell ซึ่งได้ดำเนินการครบทั้ง 20 สาขาเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ปี 2561 นี้ บริษัทฯ สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้เพิ่มขึ้นจากการลดลงของค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์และค่าใช้จ่ายในการขาย ทั้งยังสามารถขายสินค้าได้มากขึ้นจากการเปิดร้านค้าใหม่ๆ กอปรกับนโยบายของภาครัฐในการลอยตัวราคานำ้ตาล ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักสำคัญรองลงมาจากหัวน้ำเชื้อ จะส่งผลให้ราคาน้ำตาลลดลงในระดับหนึ่งในอนาคตที่พอจะคาดการณ์ได้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตของบริษัทฯ ลดลงตามราคานำ้ตาลที่ลดลงด้วย ดังนั้น บริษัทฯ จึงคาดหมายว่าผลการดำเนินงานปี 2561 น่าจะสดใสกว่าปี 2560 โดยได้ตั้งเป้ายอดขายของปี 2561 เพิ่มขึ้นประมาณ 3-4% และประมาณการรายได้เพิ่มขึ้น 4-5% ทั้งนี้ บริษัทฯ จะยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดน้ำอัดลมในภาคใต้ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 84% (source: AC Nielsen)

img-fluid

พลเอก จรัล กุลละวณิชย์

ประธานกรรมการ
img-fluid

ร้อยตรี ไพโรจน์ รัตตกุล

กรรมการผู้จัดการ